ดังนั้น การอภิปรายครั้งนี้เป็นการอภิปรายรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล
ฉะนั้นรัฐมนตรีคนใดที่โดนลงมติไม่ไว้วางใจด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่ง คือ 239 เสียง ต้องพ้นจากตำแหน่ง
***ส่วนเสียงไว้วางใจน้อยหรือมาก ไม่เกี่ยวในทางกฎหมาย แต่จะมีผลเชิงจิตวิทยาในแง่ที่ว่า คือ หากใครได้เสียงไม่ไว้วางใจไม่เกินกึ่งหนึ่ง แต่เสียงไว้วางใจต่ำมาก แม้ไม่หลุดจากตำแหน่ง แต่จะเป็นแรงกดดันให้นายกรัฐมนตรีต้องปรับพ้น ครม.
และหากรัฐมนตรีโดนไม่ไว้วางใจคราวละหลายๆ คน นายกรัฐมนตรีอาจถูกเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้ารัฐบาลที่กำกับดูแลรัฐมนตรี และเลือกรัฐมนตรีเข้ามาทำหน้าที่ อาจถูกเรียกร้องให้ลาออกแสดงความรับผิดชอบ
สำหรับความเป็นไปได้ที่รัฐมนตรีบางคน หรือหลายๆ คนจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ จนต้องพ้นจากตำแหน่งโดยอัตโนมัติ ก็มีอยู่เหมือนกัน หลังจากพรรคเศรษฐกิจไทย ประกาศไม่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลอีกต่อไป ซึ่งท่าทีของพรรคเศรษฐกิจไทย ก็สอดประสานกับ พิเชษฐ สถิรชวาล แกนนำกลุ่ม 16 ซึ่งเป็นศูนย์รวม ส.ส.พรรคเล็ก ที่เคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลอยู่ตลอด
ฉะนั้น หาก 2 กลุ่มนี้ ไปโหวตให้ฝ่ายค้าน คือ โหวตไม่ไว้วางใจรัฐบาล ครบทุกเสียง ไม่มีแตกแถว ก็จะมีเสียงประมาณ 30-33 เสียง
และเมื่อจำแนกออกมา เป็นเศรษฐกิจไทย 15 เสียง จากเดิม 16 เสียง หัก วัฒนา สิทธิวัง + กลุ่ม 16 เต็ม 16 เสียง หรือมีเพิ่มเป็น 18 เสียง เพราะเคยคุยว่าเป็นกลุ่ม 16+2
ถ้าเป็นแบบนี้ รัฐมนตรีก็ต้องพ้นเก้าอี้ ยิ่งถ้ามี "งูเห่า" ในรัฐบาลของผู้กองธรรมนัส ตามที่เคยคุยเอาไว้อีก 5-6 เสียง "ฝ่ายแค้น" กลุ่มนี้ ก็จะมีเสียงถึง 39-40 เสียง