ด้านนายวิโรจน์ กล่าวว่า การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รวมถึงการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดอื่นๆ ควรจะเป็นวาระอย่างไม่เป็นทางการ ไม่จำเป็นต้องมีเอกสารหนาๆ แต่ควรจะเป็นวาระที่ให้ประชาชน และผู้ที่จะมาเป็นตัวแทนของเมืองนั้นๆ เห็นปัญหาและเข้าอกเข้าใจปัญหาภายใน พื้นที่ของตัวเอง และกำหนดยุทธศาสตร์ร่วมกันโดยไม่ต้องมาร่างเอกสารเป็นทางการ ซึ่งระบบราชการรวมศูนย์ เป็นปัญหาหลัก เพราะส่วนกลางไม่ไว้ใจประชาชน ต่อให้จัดให้มีการเลือกตั้ง ก็เหมือนการปาหี่ แต่สุดท้ายก็ส่งผู้มีอิทธิพลลงไปควบคุม
ขณะเดียวกัน ความแตกต่างว่าของผู้ว่าราชการที่มาจากการแต่งตั้ง เมื่อเข้าไปแก้ปัญหาให้กับประชาชน มักจะถูกมองว่าเป็น "บุญคุณ" แต่เมื่อมีผู้ว่าที่มาจากการเลือกตั้ง จะถูกมองว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องแก้ปัญหา และทำงานเพื่อประชาชน หากทำไม่ได้ก็ต้องคืนตำแหน่ง ซึ่งการเลือกตั้งเป็นระบอบที่ยุติธรรม เพราะประชาชนเลือกคนแบบไหน ก็จะได้การบริหารแบบนั้น และคนที่ไม่ถูกเลือกก็ทำหน้าที่ในการตรวจสอบแทน
ขณะที่ นายยุทธพร กล่าวว่า การเลือกตั้ง คือ ความหวังของประชาชน เพราะเป็นโอกาสที่ประชาชนจะเข้าไปกำหนดชะตากรรม และอนาคตของตัวเอง แต่ที่ผ่านมา การเลือกตั้งถูกลดทอนความสำคัญมาตลอด การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. และ เลือกตั้งผู้ว่าฯแต่ละจังหวัด มีอุปสรรคปัญหามาโดยตลอด รวมถึงการปิดกั้น กดทับโดยกลไกรัฐ
อย่างไรก็ตาม การกระจายอำนาจที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เกิดจากปัญหาหลักๆ 2 อย่าง คือ การรวมศูนย์อำนาจของโครงสร้างรัฐ และ ทัศนคติการกดทับด้วยกลไกต่างๆ โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ที่กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัด อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย แม้จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ก็จะเป็นเพียงการเลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ยกระดับขึ้นมาเท่านั้น เพราะสุดท้ายผู้ว่าฯ ก็ต้องเป็นแขนขาของกระทรวงมหาดไทย จึงควรปลดล็อกก่อนจะไปถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ
สำทับด้วย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ นายประกร อารีกุล ผู้แทนคณะก้าวหน้า กล่าวให้กำลังใจเครือข่ายและรับมอบ 5,000 รายชื่อสนับสนุนเลือกตั้งผู้ว่าฯ "ปลดล็อกท้องถิ่น" จากนายสมโชติ มีชนะ เครือข่ายใต้มูฟออน และนายนันทพงศ์ ปานมาศเครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย