ดังนั้น ชัยชนะของ "อดีตนักโทษรัฐประหาร คสช.- ชัชชาติ สุทธิพันธ์" จึงเป็นความมหัศจรรย์ทางการเมืองที่อาจกลายเป็น "ความตระหนกตกใจ" สำหรับชนชั้นนำ ผู้นำทหารขวาจัด และกลุ่มขวาสุดโต่งทั้งหลาย เพราะคนเหล่านี้ยังเชื่อว่า ระบอบอนุรักษนิยมสุดโต่งที่ถูกผลักดันผ่านรัฐบาลสืบทอดอำนาจของผู้นำทหารนั้น จะชนะในทุกเรื่อง และจะชนะในการเลือกตั้งที่กรุงเทพด้วย แต่ในความเป็นจริง พวกเขาแพ้ และต้องเรียกในสำนวนคนเชียร์มวยว่า "แพ้อย่างหมดรูป" … สัญญาณความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของกลุ่มอนุรักษนิยมขวาจัดเริ่มปรากฎให้เห็นแล้ว แม้จะตามมาด้วยเสียงเรียกร้องให้ผู้นำกองทัพทำรัฐประหารอีกครั้ง ข้อเรียกร้องเช่นนี้เป็นความ "น่าสมเพช" ทางการเมืองอย่างชัดเจน และรัฐประหารครั้งใหม่จะทำให้ไทยเป็น "เมียนมา 2" อย่างแน่นอน
ความพ่ายแพ้ของปีกขวาจัดและกลุ่มสืบทอดอำนาจครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะพวกเขาเสียงแตกจากการมีตัวแทนของฝ่ายขวาจัดหลายสายลงแข่งขัน เพราะหากเอาคะแนนของคนเหล่านั้นมารวมกัน ก็ไม่สามารถเอาชนะ "อดีตนักโทษของรัฐบาลทหาร" ได้แต่อย่างใด แต่ปีกขวาจัดและกลุ่มสุดโต่งแพ้ เพราะความล้มเหลวของรัฐบาลสืบทอดอำนาจที่พวกเขาจัดตั้งขึ้นมา ดังจะเห็นได้ว่ารัฐบาลของผู้นำทหารชุดนี้ไม่ประสบความสำเร็จในเชิงนโยบายที่จะเป็นจุดขายทางการเมืองสำหรับฝ่ายขวาจัดได้เลย จนถูกกล่าวขานกันว่า เรื่องที่รัฐบาลชุดนี้ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือ การจัดซื้ออาวุธให้กองทัพ ไม่ใช่ความสำเร็จในการสร้างชีวิตของประชาชน
ในขณะที่สังคมเผชิญวิกฤตโควิด วิกฤตสงครามยูเครน ที่ก่อให้เกิดวิกฤตต่างๆ รุมเร้า ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการตกงาน ปัญหาราคาพลังงาน ปัญหาราคาสินค้า เป็นต้น รัฐบาลก็ยังเดินหน้าซื้ออาวุธไม่หยุด คงไม่ผิดนักที่ต้องกล่าวว่า "ชีวิตของประชาชนเป็นรองเสมอสำหรับรัฐบาลสืบทอดอำนาจ"
แต่วันนี้การสื่อสารทางการเมืองของประชาชนได้เกิดขึ้นจริงแล้ว และเป็นการสื่อสารที่อาจจะทำให้ค่ำคืนของวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 ไม่ใช่เวลาแห่งความสุขเหมือนกันกับคืนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ที่อำนาจตกอยู่ในมือของผู้นำทหารชุดนี้อย่างง่ายดาย จนอดที่จะอยากถามว่า เมื่อคืนนี้ ผู้นำ 3 ป. ยังหลับฝันดีไหม…
สัญญาณการสื่อสารทางการเมืองที่กรุงเทพมีความชัดเจนว่า วันเวลาของการสืบทอดอำนาจกำลังจะจบลงแล้ว และบางทีสังคมไทยอาจต้องรำลึกบทเรียนจากอดีต กล่าวคือ เมื่อย้อนกลับไป 30 ปีที่แล้ว ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2535 พลเอกสุจินดา คราประยูร ผู้นำรัฐบาลสืบทอดอำนาจ ได้ประกาศลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี อันเป็นจุดสิ้นสุดของวิกฤต "พฤษภาทมิฬ"
24 พฤษภา 35 และ 22 พฤษภา 65 ดูจะเป็นสัญญาณที่สอดรับกันถึงความเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นเช่นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว!