"ถ้าต้องการพาประเทศให้พ้นวิกฤตให้ได้ต้องเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถร่วมมือได้ด้วยการไม่รับหลักการร่าง พ.ร.บ.นี้ เพราะหากปล่อยงบประมาณปีนี้ผ่านไปจะเป็นกับดัก เราจึงอยากให้มีการจัดสรรงบประมาณใหม่" นพ.ชลน่าน กล่าว
ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณปีนี้ไม่ได้เป็นไปตามแบบแผนที่เหมาะสม โดยเป็นงบประมาณขาดดุล ที่ต้องกู้เงิน 6.95 แสนล้านบาทจากเพดานเงินกู้ที่มีอยู่ 7.08 แสนล้านบาท ซึ่งมีโอกาสทำผิดวินัยการเงินการคลังเพราะเป็นการตกแต่งกรอบเพดานเงินกู้ให้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการจัดทำงบประมาณแบบสิ้นหวังเพราะจัดสรรไม่สอดคล้องกับลำดับความสำคัญ ซึ่งจะทำให้ประเทศเผชิญวิกฤต เช่น งบสนับสนุนเอสเอ็มอี งบฟื้นฟูด้านการศึกษา
"ภาคเอสเอ็มอีที่เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกลับถูกตัดงบประมาณแล้วไปเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคง" นพ.ชลน่าน กล่าว
นอกจากนี้การจัดทำงบประมาณยังเอื้อประโยชน์หรือส่อโกง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นเหมือนกับถูกพรรคร่วมรัฐบาลเรียกค่าไถ่ต่อรองกับการสนับสนุนให้อยู่ในอำนาจต่อไป โดยใช้เงินภาษีของประชาชน การใช้งบกลุ่มจังหวัดก็บิดเบือนจากเดิมที่หวังตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่มาเป็นตอบสนองความต้องการของนักการเมือง
"เราอยากให้จัดทำงบประมาณโดยรัฐบาลใหม่ ซึ่งมั่นใจว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย...เราไม่อาจรับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 66 เราอยากให้ตกไปเลย รอแก้ไขในชั้นกรรมาธิการก็ไม่ได้เกิดประโยชน์" นพ.ชลน่าน กล่าว