ด้านปริมาณผลผลิตที่จะออกสู่ตลาด จังหวัดพิษณุโลก คาดว่าผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดช่วงเดือนกรกฎาคม 2565 -มกราคม 2566 จำนวน 887,946 ตัน จังหวัดสุโขทัย คาดว่าจะเริ่มออกสู่ตลาดช่วงเดือนกรกฎาคม 2565 - กุมภาพันธ์ 2566 จำนวน 621,104 ตัน จังหวัดอุตรดิตถ์ ผลผลิตออกสู่ตลาดช่วงเดือนสิงหาคม 2565 - มกราคม 2566 จำนวน 355,589 ตัน เนื่องจากเกษตรกรในบางพื้นที่อาจปลูกข้าวนาปีล่าช้า ซึ่งหากเป็นข้าวเจ้าพันธุ์ขาวดอกมะลิจะมีอายุเก็บเกี่ยวนานถึง 120 วัน ทั้งนี้ ผลผลิตของทั้ง 3 จังหวัด จะเริ่มมีปริมาณมากช่วงเดือนตุลาคม 2565 และกระจุกตัวเดือนพฤศจิกายน 2565 ส่วนจังหวัดแพร่ ตาก น่าน และอุตรดิตถ์ มีช่วงระยะเวลาที่ผลผลิตออกสู่ตลาดสั้นกว่าจังหวัดอื่น เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกและเก็บเกี่ยวในช่วงเวลาเดียวกัน โดยจังหวัดแพร่ ผลผลิตออกสู่ตลาดช่วงเดือนกรกฎาคม - ธันวาคม 2565 จำนวน 173,065 ตัน จังหวัดน่าน ผลผลิตออกสู่ตลาดช่วงเดือนตุลาคม 2565 - มกราคม 2566 จำนวน 172,078 ตัน และจังหวัดตาก ผลผลิตออกสู่ตลาดช่วงเดือนกันยายน - ธันวาคม 2565 จำนวน 159,016 ตัน
ในขณะที่ภาพรวมสถานการณ์การตลาดข้าวไทย ปี 2565 ราคาข้าวเปลือกเจ้า ณ ความชื้น 15 % คาดว่าปรับตัวสูงขึ้น เพียงเล็กน้อย เฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 8,900 - 9,400 บาท เนื่องจากข้าวเปลือกเจ้าพื้นแข็งของไทยมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าประเทศคู่แข่งทำให้ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาในตลาดโลก รวมทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่มีความแน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ในการส่งออกข้าวเริ่มคลี่คลายลง ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยหนุนให้ปริมาณการส่งออกข้าวของไทยเพิ่มขึ้น รวมทั้งความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศที่มีมากขึ้นตามกรอบแนวทางการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร
ทั้งนี้ สศท.2 จะดำเนินการติดตามสถานการณ์เพื่อใช้เป็นข้อเสนอแนะในการวางแผนบริหารจัดการข้าวตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล อาทิ กรมชลประทานควรวางแผนบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด ปรับการระบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยคำนึงถึงปริมาณน้ำ ระยะเวลา ผลกระทบ และการมีส่วนร่วมของพื้นที่ การแจ้งเตือนภัยเพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวตามความต้องการของตลาด (ข้าวพื้นนุ่ม) ให้ทันฤดูกาลเพาะปลูก ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องด้านการตลาดต่างประเทศควรแจ้งเตือนสถานการณ์ตลาดล่วงหน้าเพื่อให้ภาคการผลิตสามารถวางแผนทั้งเชิงรุกและเชิงรับ และทุกจังหวัดควรใช้กลไกคณะทำงานประสานงานด้านการตลาด (Demand Site) วิเคราะห์ข้อมูลสมดุลสินค้า (Demand Supply) เพื่อให้ทราบผลผลิตส่วนเกินหรือส่วนขาดเพื่อวางแผนบริหารจัดการผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ ส่วนสารสนเทศการเกษตร สศท.2 โทร. 05 532 2658 ต่อ 205 หรืออีเมล [email protected]