ด้วยความรู้สึกไม่ปลอดภัยแล้วจึงเดินทางไปแจ้งความที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เพื่อขอดูภาพจากกล้องวงจรปิด แต่ผู้บัญชาการท่านใหม่ให้เขียนคำร้องไว้
เหตุการณ์ทั้งหมดจึงตะขิดตะขวงใจ นำไปสู่การเดินทางไปที่อู่ซ่อมรถแห่งหนึ่ง ในพื้นที่อำเภอเมืองจังหวัดนครราชสีมา ก่อนจะพบว่ารถยนต์ถูกติดเครื่องติดตามดักจับพิกัด GPS บริเวณใต้บังโคลน 2 กล่อง จึงทำการปิดสัญญาณการติดตาม พร้อมถ่ายภาพและถอดออกมาเก็บไว้เป็นหลักฐาน โดยพบว่าหนึ่งในสองเครื่องยังสามารถใช้งานตามปกติ ถ้าเป็นระเบิดตนก็คงตุยตั้งแต่อยู่ที่ตำรวจภูธรภาค 3 แล้ว
เชื่อว่าขบวนการนี้ใช้กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เป็นฐานปฏิบัติการ แต่ทางตำรวจไม่ให้ตนดูกล้องวงจรปิด แล้วจะไว้ใจตำรวจได้อย่างไร
ทนายอั๋น เล่าต่อว่า ตนได้นำกล่องเครื่องติดตามดังกล่าวกลับมาตรวจสอบ พร้อมแกะซิมออก แล้วนำมาใส่ในโทรศัพท์อีกเครื่อง แล้วโทรเข้าเบอร์โทรของตน ปรากฏว่าเบอร์โทรดังกล่าวคือ 094 501 23XX ของค่ายโทรศัพท์สีแดง ไม่แน่ใจว่าคนที่จดทะเบียนเบอร์นี้อาศัยอยู่ที่จังหวัดอำนาจเจริญหรือไม่
ทนายอั๋น กล่าวต่อว่า สำหรับการทำงานของกล่อง GPS ทางผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า ทำงาน 2 ระบบ คือ ส่งพิกัดไปยังแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์เจ้าของเครื่อง แบบเรียลไทม์และระบุพิกัดละเอียด และอีกบทบาท คือ นอกจากรู้พิกัดก็สามารถดักฟังโทรศัพท์ได้ ดังนั้น หากใครโทรมาที่เบอร์นี้ ก็จะได้ยินเสียงสนทนาของตนในรถยนต์ได้ เพราะเป็นซิมที่รับได้อัตโนมัติเลย ฉะนั้น จะสามารถตรวจสอบได้เลยว่าใครมีการโทรฯ เข้าก่อนเวลา 14.00 น. ของวันที่ 15 ต.ค.69 หรือไม่ และใช่คนในจังหวัดอำนาจเจริญหรือไม่ หรือเป็นตำรวจเลว หรือคนปล่อยเงินกู้ หรือพวกช่วยทำเว็บพนันฯ หรือไม่
ตอนนี้มีคนหนึ่งที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ มีการทำเว็บพนันฯ จึงหวังว่าภายในเวลา 3 วัน ทางกองบังคับการปราบปราม จะตรวจสอบให้ตนได้ว่าเป็นใครที่ทำ เพราะมาแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของซิมการ์ด และคนที่โทรฯ เข้า-ออก เบอร์นี้ คาดว่ามี 2-3 ราย เกี่ยวข้องแน่นอน อีกทั้งพวกแอคหลุมในกลุ่มเฟซบุ๊ก ที่คอยโพสต์ภาพรถยนต์ติดตามตนเองด้วย
ภายในวันจันทร์ที่ 19 ต.ค.นี้ จะเดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อขอให้ช่วยเหลือตรวจสอบ และในวันอังคารที่ 20 ต.ค. จะเดินทางไปที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน สส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือไอเดียร์ และสามี ของ สส.ไอเดียร์ ว่ามีการโอนเงินเข้าพรรคภูมิใจไทย หรือไม่ อาจสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายพรรคการเมือง แม้จะอ้างว่าโอนตอนเป็น สส. ก็ตาม แต่เห็นทางนายศิริโชค โสภา ได้ออกมาหักล้างในประเด็นนี้แล้ว เพราะมีไทม์ไลน์ทั้งก่อนเป็น สส. และก็ตอนดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการ รมว.ดีอี ในสมัยของนายไชยชนก ชิดชอบ และก็ตอนเป็น สส. ด้วย
หากถามว่ากลัวหรือไม่จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ตนกลับมองว่านี่คือใบเสร็จสำคัญที่ทำให้เห็นว่า สิ่งที่ตนทำ พวกคดีสำคัญอย่างคดีบุกรุกที่ดินเขากระโดง คดีการโกงสอบท้องถิ่น คดีฮั้ว สว. มันคงถึงจุดที่มีคนกลัวแล้ว จึงหมายปองชีวิต ทั้งนี้ ในเย็นวันอังคารที่ 20 ต.ค.นี้ ตนจะได้เจอกับอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านก็เป็นห่วงตนในเรื่องนี้อย่างมาก จึงจะไปพบท่าน
“หากสุดท้ายผมถูกกระทำอะไร ก็ขอให้สื่อมวลชนรู้ว่า มันเป็นเพราะตรวจสอบเรื่องอะไรไว้บ้าง เพราะเรื่องที่เคยตรวจสอบไว้ทั้งหมด มันก็จะหายไป ใครจะได้ประโยชน์จากตรงนี้ก็ขอให้ทุกคนติดตามดู” ทนายอั๋นกล่าว
นอกจากนี้ เมื่อทนายอั๋น ได้นำซิมการ์ดที่มีไฟกระพริบใช้งานได้ โดยแกะออกจากกล่อง GPS บอกเบอร์โทรศัพท์ของซิมการ์ดดังกล่าวให้นักข่าวลองโทรฯ ทดสอบปรากฏว่า ปลายสายระบุว่า “หมายเลขนี้ไม่สามารถติดต่อได้ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง” คล้ายเป็นการตัดสัญญาณซิมการ์ดทิ้ง ทนายอั๋น จึงคาดว่าสัญญาณถูกตัดไปวานนี้ หลังโพสต์ถึงเรื่องดังกล่าว
ทนายอั๋น บอกด้วยว่า นอกจากว่าความ และทำกิจกรรมต่อสู้ทางการเมืองมาตลอด ก็ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก และการใช้ชีวิตการว่าความมากขึ้น ที่เสี่ยงอันตรายต่อชีวิตก็ไม่ทำ และหากการที่ตนจะหายไปในอนาคต มันก็จะหายไปพร้อม 3 คดีสำคัญคือ เขากระโดง โกงสอบ และ คดีฮั้ว สว.
ทนายอั๋น เผยอีกว่า สัปดาห์หน้าจะเดินทางเอาของขวัญชิ้นใหญ่ไปต้อนรับ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีดีเอสไอป้ายแดง แต่ยังไม่ขอบอกว่าเป็นอะไร ส่วนกรณีคดีสำคัญ เช่นคดี อั้งยี่ ฟอกเงิน สว. หรือคดีเขากระโดง ร.ต.อ.ปิยะ บอกว่า จะขอไปดูรายละเอียดก่อนนั้น มองว่าท่านจะใช้เวลาดูสำนวนนานหรือไม่ ส่วนจะเป็นการไปเป่าคดีไหมนั้น มองว่า ร.ต.อ.ปิยะ ต้องทำงานให้หนักขึ้น และเส้นทางชีวิตราชการของท่าน สังคมก็จับจ้อง จากการได้รับการแต่งตั้ง ก็ต้องออกแรงมากหน่อย นอกจากการยื้อไว้ ต้องทำให้สังคมรับได้
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การเดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนตำรวจ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางในวันนี้ สืบเนื่องมาจากกรณีที่ทนายอั๋น ได้เดินทางไป สภ.เมือง จ.อำนาจเจริญ ในวันที่ 12 ต.ค.69 ที่ผ่านมา เพื่อไปรับทราบข้อกล่าวหาจากพนักงานสอบสวน และเสียค่าปรับ 1,000 บาท ตามมาตรา 10 ประกอบมาตรา 28 พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 จากกรณีกิจกรรมไฮปาร์คในปฏิบัติการที่ใช้ชื่อว่า "ไล่หนู จับฮั้ว อำนาจเจริญ" บริเวณหอนาฬิกาเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ และจัดชุมนุมสาธารณะด้านหน้า สภ.เมืองอำนาจเจริญ เมื่อวันที่ 16 ส.ค.69 โดยปรากฏว่าในวันที่เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหา วันที่ 12 ต.ค.69 ก็ได้ถูกกลุ่มคนคอยจับตาติดตามชีวิต ถ่ายภาพรถยนต์และเส้นทางที่ขับผ่านทั้งวัน โดยมีการนำภาพทะเบียนรถยนต์ไปโพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊ก