พล.ต.ท.กรไชย กล่าวว่า ส่วนการเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลนั้น ตอนนี้พนักงานสอบสวนกำลังรวบรวม และพิจารณาดูว่า จุดไหนที่จำเป็นจะต้องเรียกพยานเอกสาร หรือพยานบุคคล เข้ามาให้การบ้าง หากพบความจำเป็นก็ต้องขอความร่วมมือให้เข้ามาให้การ ทั้งคุณแม่ภนิดา ศิระยุทธโยธิน และคนใกล้ชิดที่รู้รหัสแอคเคาท์ หากพบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องก็จะต้องเรียกมาทั้งหมด ซึ่งในส่วนของคุณแม่ ก็ได้พูดไว้แล้วว่า พร้อมให้ข้อมูลแต่รอเสร็จงานศพก่อน ทั้งนี้ตำรวจไซเบอร์ต้องขอขอบคุณเพราะถ้าคุณแม่เข้ามาให้การ จะเป็นประโยชน์มาก ซึ่งก็ไม่ได้เร่งรัดเพราะต้องดูเรื่องกาลเทศะด้วย
ส่วนตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือของแตงโมนั้น ถ้าตามหลักการ ก็จำเป็นต้องเอามาตรวจสอบ และต้องมาแสดงให้พนังงานสอบสวนทราบว่าอยู่กับใคร ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคุณแม่ในฐานะตัวแทนผู้เสียหายว่า จะนำมามอบให้หรือไม่ แต่หากคุณแม่ไม่ประสงค์จะมอบให้ แต่ตำรวจไซเบอร์เห็นว่ามีความจำเป็น ก็ต้องเรียกพยานวัตถุมา โดยหากได้ตัวเครื่อง จะเป็นประโยชน์ในการสืบสวนมาก เพราะสามารถดูเส้นทางได้หมดในหลาย ๆ ส่วน
เมื่อถามว่า มีการรายงานว่า พบการโอนเงินหลักแสนให้กับบุคคลที่แตงโมเคารพรักนั้น พล.ต.ท.กรไชย ระบุว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบข้อมูล จึงขอไม่ตอบ และการโอนเงินก็ถือเป็นเรื่องส่วนตัว ส่วนจะมีความเชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ ก็ยังไม่ขอตอบเช่นกัน เพราะการโอนเงินอาจจะให้ด้วยความเสน่หาหรือไม่ โอนให้ใคร และเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องโทรศัพท์หรือไม่ ก็คงต้องดูต่อไป
พล.ต.ท.กรไชย ยังยืนยันด้วยว่า ตอนนี้ตำรวจไซเบอร์ สามารถลุยงานสอบสวนได้เต็มที่ ไม่ต้องรอให้คุณแม่แตงโมเข้ามาแจ้งความ ตามที่มีรายงานข่าว เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ ซึ่งอยู่ในอำนาจของตำรวจไซเบอร์ที่จะทำการตรวจสอบค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว โดยได้รับทำคดีตั้งแต่ที่ทางตำรวจภาค 1 ประสานมา และ กระติก ก็เข้ามาร้องทุกข์ด้วยอีกส่วนหนึ่ง
ทั้งนี้ หากทราบตัวบุคคลที่เป็นผู้ใช้งานบัญชีต่าง ๆ ของแตงโม ก็เป็นไปได้ที่จะมีการออกหมายจับ เบื้องต้นจะเป็นความผิดเกี่ยวกับการนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตามมา 14 และ ม.16 และการนำข้อมูลของผู้เสียชีวิตมาโพสต์ให้อับอายเสียหาย และหากพบว่าผู้ต้องหาอยู่ที่ต่างประเทศจริง แม้ขณะนี้จะยังไม่ได้ยืนยันนั้น ตามขั้นตอนก็ต้องประสานกับประเทศต้นทางตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ว่าจะมีสนธิสัญญาหรือไม่ที่สามารถส่งตัวมาดำเนินคดีได้ และประเทศต้นทางก็จะพิจารณาว่า เป็นคดีสำคัญหรือไม่ที่จะต้องส่งตัวมาให้ดำเนินการ