นายสีหศักดิ์ ยังได้อ้างอิงถึงการประชุมที่เจนีวา ที่ตนเองได้แสดงความเห็นว่า ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศไทย แต่เริ่มจากการที่กัมพูชาเปิดการโจมตีเป้าหมายพลเรือน และโรงพยาบาลในประเทศไทย โดยไม่มีการยั่วยุและไม่เลือกหน้า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 การโจมตีเหล่านี้ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียชีวิต และการบาดเจ็บอย่างน่าเศร้าในหมู่พลเรือนไทย อีกทั้งยังบังคับให้พลเรือนเป็นร้อยเป็นพันคนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนของตน แต่ประเด็นเหล่านี้ กลับไม่ได้รับการสะท้อนไว้ในแถลงการณ์ แต่นำเสนอข้อเท็จจริงและตัวเลขที่บิดเบือนจำนวนมากแทน ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ซึ่งได้แนบมาพร้อมกันนี้เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
นายสีหศักดิ์ ยังย้ำว่า นับตั้งแต่เริ่มต้นความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ประเทศไทยได้ให้ความร่วมมืออย่างสม่ำเสมอกับกลไกพิเศษ และผู้ถืออาณัติของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) เราคาดหวังว่าท่าทีนี้จะได้รับความร่วมมือตอบแทนจากกลไกพิเศษเช่นเดียวกัน แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่วิธีการทำงานของกลไกพิเศษนี้ ยังมีสิ่งที่ต้องปรับปรุงอีกมากในแง่ของความเป็นมืออาชีพและความเป็นกลาง เนื่องจากล้มเหลวในการนำข้อเท็จจริงและมุมมองที่เกี่ยวข้องของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาอย่างครอบคลุมและสมดุล ก่อนที่จะทำแถลงการณ์ต่อสาธารณะ การกระทำเช่นนี้ไม่ได้ให้ความเคารพอย่างเหมาะสมต่อประเทศไทย ในฐานะประเทศที่ได้รับผลกระทบ และสุ่มเสี่ยงที่จะยินยอมให้มีการนำอาณัติไปใช้ประโยชน์เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง ในฐานะสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ประเทศไทยยังคงมุ่งมั่น ที่จะขยายความร่วมมือกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และกลไกพิเศษของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนต่อไป