background-defaultbackground-default
"แอมเนสตี้"เรียกร้องประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สหรัฐ แก้ปัญหาละเมิดสิทธิ

"แอมเนสตี้"ออกโรงเรียกร้องประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สหรัฐ หยุดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมาอาเซียนต้องเริ่มกระบวนการแก้ไขวิกฤตสิทธิมนุษยชนใหม่

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

 

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.65 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ออกจดหมาย เรียกร้องไปยังบรรดาผู้นำอาเซียน-สหรัฐ  ในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สหรัฐในหัวข้อ เมียนมา: อาเซียนต้องเริ่มกระบวนการแก้ไขวิกฤตสิทธิมนุษยชนใหม่

 

โดยระบุว่า  แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลขอเรียกร้องให้บรรดาผู้นำให้ความสำคัญกับความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในเมียนมา


เอ็มเมอร์ลีน จิล รองผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคฝ่ายวิจัย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเผยว่า ‘ฉันทามติ 5 ข้อ’ ถือเป็นความล้มเหลวและและไม่สามารถหยุดกองทัพกองทัพเมียนมาในการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มากขึ้นต่อประชาชนชาวเมียนมา ภายหลังการทำรัฐประหารปี 2564

 

"อาเซียนต้องยอมรับว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมาได้ขยายตัวจนเป็นข้อกังวลระดับภูมิภาคไปแล้ว การใช้ความรุนแรงของกองทัพเมียนมาต่อประชาชนของตนเอง ไม่เพียงทำให้พวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัย หากยังทำให้เศรษฐกิจของประเทศทรุดตัวลง ในปัจจุบัน ประชาชนหลายพันคนพากันหลบหนี หรือพยายามหลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งประเทศไทยและมาเลเซีย ไม่เพียงเพื่อแสวงหาความปลอดภัย หากยังต้องการหางานทำและหาเลี้ยงครอบครัว 



"รัฐภาคีอาเซียนควรจัดทำแผนการที่มีรายละเอียดมากกว่านี้ เพื่อตรวจสอบความรับผิดของกองทัพเมียนมาต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน และรับมือกับความจำเป็นเร่งด่วน รวมทั้งการไม่บังคับส่งกลับผู้ลี้ภัยที่หลบหนีมาจากความรุนแรง การสนับสนุนให้เข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่จำเป็นอย่างยิ่ง และเพิ่มเสียงสนับสนุนให้มีข้อตกลงห้ามซื้อขายหรือส่งอาวุธให้เมียนมา รัฐภาคีอาเซียนยังควรดำเนินการระดับทวิภาคีเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ กรณีที่ไม่สามารถบรรลุฉันทามติในระดับภูมิภาคได้


"ในฐานะผู้จัดการประชุมสุดยอด รัฐบาลไบเดนควรเน้นการอภิปรายเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดอย่างต่อเนื่องในเมียนมา และในภูมิภาคโดยรวม เพราะในระดับภูมิภาค ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราได้เห็นแนวโน้มของการปราบปรามที่เพิ่มมากขึ้น การจำกัดพื้นที่ในการทำงานหรือเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม และการไม่อดทนดอกลั้นต่อความเห็นต่างทางการเมือง ซึ่งเป็นแนวโน้มตรงข้ามกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง ดังที่รัฐบาลสหรัฐฯ แสดงพันธกิจจะสนับสนุน และจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง หากยังเพิกเฉยต่อสิทธิมนุษยชน”

 

ข้อมูลพื้นฐาน 


คาดว่าผู้นำจากเกือบทุกประเทศอาเซียนจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดระหว่างวันที่ 12-13 พฤษภาคมที่กรุงวอชิงตัน ในโอกาสครบรอบ 45 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐฯ


มิน อ่อง หล่าย ของเมียนมา ซึ่งได้ยึดอำนาจในการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 เขาไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุม ราวกับว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะทำให้ประเทศในภูมิภาคแห่งนี้จะตีตัวออกห่างจากนายพลอาวุโสคนนี้ ซึ่งไม่ได้ดำเนินการตาม ‘ฉันทามติ 5 ข้อ’ ที่เขาเห็นชอบเมื่อเดือนเมษายน 2564 แต่อย่างใด 
ฉันทามติฉบับนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อยุติความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมประท้วง สนับสนุนการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และกระตุ้นให้เกิดการเจรจา นับแต่มีการให้ความเห็นชอบ สถานการณ์ในเมียนมากลับรุนแรงขึ้นจนยากแก่การควบคุม นับแต่การทำรัฐประหารครั้งนี้

 

กองทัพเมียนมาได้สังหารประชาชนกว่า 1,800 คน ตามข้อมูลของกลุ่มผู้สังเกตการณ์ และยังมีการคุมขังประชาชนกว่า 10,000 คน
กลุ่มติดอาวุธฝ่ายต่อต้านยังเพิ่มปฏิบัติการ เพื่อตอบโต้การปราบปรามถึงขั้นเสียชีวิตในระหว่างการชุมนุมประท้วงโดยสงบ ซึ่งประชาชนยังคงประท้วงอยู่แม้จะมีจำนวนน้อยกว่าเมื่อตอนภายหลังการทำรัฐประหารมาก และแม้จะมีความเสี่ยงอย่างยิ่ง  

 

ออง ซาน ซูจี ผู้นำพลเรือนของเมียนมาถูกปลดจากตำแหน่ง ในระหว่างการทำรัฐประหารช่วงเช้ามืด ที่ผ่านมาเธอได้ถูกดำเนินคดีในข้อหาที่ถูกกุขึ้นมา และศาลได้ตัดสินให้มีความผิด เช่นเดียวกับพันธมิตรอีกหลายคนของเธอ  
 

logo-pwa

เพิ่ม NationTV

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด