2.2 วางท่อระบายน้ำใหม่
กทม. จะต้องเร่งขจัด “คอขวด” ให้หมดไปโดยด่วน โดยการวางท่อระบายน้ำเพิ่มเติมจากท่อเดิมที่ส่วนใหญ่เป็นท่อขนาดเล็กมีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 60 ซม. เท่านั้น ท่อระบายน้ำใหม่จะต้องมีขนาดใหญ่กว่าเดิม และในการวางท่อใหม่นั้นจะต้องใช้เทคนิคดันท่อใต้ดิน (Pipe Jacking) เพื่อลดผลกระทบต่อการจราจร ซึ่ง กทม.ได้ทำอยู่บ้างแล้ว แต่ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ท่อใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมจะรับน้ำจากถนน เพื่อขนไปสู่ปากอุโมงค์ได้อย่างรวดเร็ว น้ำจากปากอุโมงค์จะไหลไปท้ายอุโมงค์ แล้วถูกสูบลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างรวดเร็ว เป็นผลให้อุโมงค์ทำหน้าที่เป็น “ทางด่วนน้ำ” ได้อย่างสมบูรณ์
3. นอกจากแก้ “คอขวด” แล้ว ผู้ว่า กทม. คนใหม่ควรเร่งสร้าง “แก้มลิงใต้ดิน”
ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังบ่อยๆ และไม่มีที่ว่างหรือบึงที่จะสร้างเป็น “บึงแก้มลิง” ได้ จำเป็นต้องสร้างแก้มลิงใต้ดินไว้เก็บน้ำฝนส่วนเกินที่ระบบระบายน้ำจะสามารถรองรับได้ เมื่อฝนหยุดตกและระดับน้ำในท่อระบายน้ำและคลองพ้นวิกฤตแล้ว จึงทยอยระบายน้ำออกสู่ท่อระบายน้ำ คู คลองต่อไป แก้มลิงใต้ดินจะช่วยลดน้ำท่วมขังในพื้นที่แคบๆ ได้
ถึงเวลานี้ กรุงเทพฯ มีแก้มลิงใต้ดินแล้ว 4 แห่ง ประกอบด้วย (1) บริเวณ สน. บางเขน มีความจุ 1,000 ลูกบาศก์เมตร (2) ปากซอยสุทธิพร 2 ถนนอโศก-ดินแดง มีความจุ 1,200 ลูกบาศก์เมตร (3) ใต้ดินรัชวิภา (ถนนรัชดาภิเษกตัดกับถนนวิภาวดีรังสิต) มีความจุ 10,000 ลูกบาศก์เมตร และ(4) ใต้ทางแยกต่างระดับถนนศรีนครินทร์ตัดกับถนนกรุงเทพกรีฑา มีความจุ 10,000 ลูกบาศก์เมตร
4. ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. คนไหนที่รู้จริงเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วม ?
จะเฟ้นหาผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่รู้จริงเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ โดยดูจากนโยบาย การดีเบต หรือการแสดงวิสัยทัศน์ ก็จะรู้ได้ว่าใครรู้จริง ทำได้จริง มีข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่เพ้อฝัน ไม่คุยโม้โอ้อวดด้วยข้อมูลผิดๆ ไม่ยกตนข่มท่านแต่สุดท้ายกลายเป็น “ปล่อยไก่”
สำหรับผมนั้นได้ตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกใครเป็นผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ !