เนชั่นทีวี

ข่าว

"ทนายตั้ม" ร้อง DSI สอบฮั้วประมูลงาน การบิน 74.9 ล้าน ปูดแชตไลน์ล็อกงานล่วงหน้าโยง "สื่อใหญ่-บิ๊กรองนายกฯ"

16 มิ.ย. 2569 | natthanan_chu

"ทนายตั้ม" ร้อง DSI สอบฮั้วประมูลงาน การบิน 74.9 ล้าน ปูดแชตไลน์ล็อกงานล่วงหน้าโยง "สื่อใหญ่-บิ๊กรองนายกฯ"

"ทนายตั้ม" ร้อง DSI สอบฮั้วประมูลงาน การบิน 74.9 ล้าน ปูดแชตไลน์ล็อกงานล่วงหน้าโยง "สื่อใหญ่-บิ๊กรองนายกฯ" พบข้อความอ้างพบบิ๊กคนสำคัญจัดสรรงานหลวง

"ทนายตั้ม" ร้อง DSI สอบฮั้วประมูลงาน การบิน 74.9 ล้าน ปูดแชตไลน์ล็อกงานล่วงหน้าโยง "สื่อใหญ่-บิ๊กรองนายกฯ" พบข้อความอ้างพบบิ๊กคนสำคัญจัดสรรงานหลวง

KEY

POINTS

  • ทนายตั้มร้อง DSI ตรวจฮั้วประมูล: นายษิทรา เบี้ยบังเกิด ยื่นหลักฐานแชตไลน์กู้จากระบบ Cellebrite ขอให้ดีเอสไอสอบโครงการอินเทอร์เน็ต-ระบบผู้โดยสารเกี่ยวกับการบิน มูลค่า 74.9 ล้านบาท หลังพบเบาะแสล็อกงานล่วงหน้า

 

  • แฉขบวนการจูงใจพยานพัวพันบิ๊กการเมือง: ปูดหลักฐานความเชื่อมโยงของพยานสามีภรรยาที่ได้เงินสดและงานเอกชนรวมเกือบ 100 ล้านบาท แลกกับการเปลี่ยนฝั่งให้การในคดี โดยมี สื่อใหญ่ และอดีตรองนายกฯ รัฐบาลก่อนร่วมประสานงาน

 

  • ดีเอสไอรับลูกเตรียมตั้งเรื่องสอบ: พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษก DSI รับเอกสารหลักฐานทั้งหมดไปพิจารณารายละเอียด ก่อนชงอธิบดีดีเอสไอชี้ขาดว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ ยืนยันก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมีใครร้องเรียนปมนี้

16 มิถุนายน 2569 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม นำเอกสารหลักฐานเจ้ายื่นต่อ DSI เพื่อขอให้ตรวจสอบโครงการของ บริษัท เกี่ยวกับการบิน รายหนึ่ง

โดยอ้างว่าพบข้อมูลจากแชตกลุ่มไลน์ที่อาจเข้าข่ายการฮั้วประมูลและเอื้อประโยชน์ในการจัดจ้างโครงการของรัฐ มูลค่า 74.9 ล้านบาท มี พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และโฆษก DSI เป็นผู้แทนรับเรื่อง

 

 

 

นายษิทรา เปิดเผยว่า หลักฐานที่นำมายื่นในครั้งนี้เป็นข้อมูลจากระบบ Cellebrite ซึ่งเป็นข้อมูลที่ดึงมาจากโทรศัพท์มือถือ โดยพบแชตกลุ่มไลน์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการของ บริษัท ดังกล่าว และพบการสนทนาระหว่างบุคคลที่เป็นเจ้าของ บริษัท เอกชน ซึ่งเป็นพยานสำคัญในคดีของตน

 

"ทนายตั้ม" ร้อง DSI สอบฮั้วประมูลงาน การบิน 74.9 ล้าน ปูดแชตไลน์ล็อกงานล่วงหน้าโยง "สื่อใหญ่-บิ๊กรองนายกฯ"

 

"ทนายตั้ม" ร้อง DSI สอบฮั้วประมูลงาน การบิน 74.9 ล้าน ปูดแชตไลน์ล็อกงานล่วงหน้าโยง "สื่อใหญ่-บิ๊กรองนายกฯ"

 

"ทนายตั้ม" ร้อง DSI สอบฮั้วประมูลงาน การบิน 74.9 ล้าน ปูดแชตไลน์ล็อกงานล่วงหน้าโยง "สื่อใหญ่-บิ๊กรองนายกฯ"

 

"ทนายตั้ม" ร้อง DSI สอบฮั้วประมูลงาน การบิน 74.9 ล้าน ปูดแชตไลน์ล็อกงานล่วงหน้าโยง "สื่อใหญ่-บิ๊กรองนายกฯ"

 

"ทนายตั้ม" ร้อง DSI สอบฮั้วประมูลงาน การบิน 74.9 ล้าน ปูดแชตไลน์ล็อกงานล่วงหน้าโยง "สื่อใหญ่-บิ๊กรองนายกฯ"

 

 

 

 

 

 

 

 

นายษิทรา กล่าวต่อว่า ข้อมูลที่ตนอ้างอิงจากแชตดังกล่าว มีการส่งรายละเอียดโครงการมาให้เลือก พร้อมระบุให้ตัดสินใจว่าจะรับงานใด โดยหนึ่งในโครงการมีมูลค่า 74.9 ล้านบาท และยังมีโครงการอื่นอีกมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท ผู้ที่นำข้อมูลโครงการมาเสนอให้เลือกเป็นบุคคลในกลุ่มที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 ราย ซึ่งต้องการให้ DSI ตรวจสอบว่าเหตุใดจึงมีการพูดคุยลักษณะดังกล่าว และมีการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างอย่างถูกต้องตามขั้นตอนหรือไม่

 

นายษิทรา เปิดเผยอีกว่า นอกจากนี้ ยังพบอีกกลุ่มแชตที่มีการพูดถึงผลประโยชน์ตอบแทนที่เกี่ยวข้องกับพยานในคดีของตน โดยระบุว่ามีมูลค่ารวมเกือบ 100 ล้านบาท ซึ่งตนไม่ได้ติดใจเรื่องการให้เงินระหว่างเอกชนด้วยกัน แต่ต้องการให้ตรวจสอบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโครงการของรัฐและการใช้เงินภาษีประชาชน

 

นายษิทรา กล่าวว่า ช่วงเวลาที่ปรากฏในข้อมูลมีความเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยระบุว่าพยาน 2 ราย เริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2567 ก่อนจะเข้าให้ปากคำในคดีของตนกับพนักงานสอบสวนกองปราบปรามเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2567 ขณะที่เอกสารเสนอราคาโครงการดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นในวันที่ 26 ตุลาคม 2567 และต่อมามีการรับเงินสดในวันที่ 30 ตุลาคม 2567 รวมถึงได้รับงานเอกชนเพิ่มเติมอีกหลายล้านบาท พยานสองรายดังกล่าวเคยมีความใกล้ชิดและเคยรับงานจากตนมาก่อน แต่เนื่องจากตนไม่มีอำนาจในการจัดสรรงานภาครัฐ จึงสามารถช่วยเหลือได้เพียงงานส่วนตัวเท่านั้น ก่อนที่บุคคลทั้งสองจะเปลี่ยนไปอยู่กับอีกฝ่ายหนึ่งและได้รับผลประโยชน์จำนวนมาก ส่วนโครงการที่ขอให้ตรวจสอบนั้น เป็นงานเกี่ยวกับระบบอินเทอร์เน็ตและช่องทางรับ-ส่งผู้โดยสารภายในสนามบินแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในแชตกลุ่มและเอกสารเสนอราคาที่ตนเองได้รับมา

 

นายษิทรา ยืนยันว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่บุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการประสานงานโครงการ ตามที่ปรากฏในข้อมูล คือบุคคลที่ตนเรียกว่า “ผู้เฒ่า” ซึ่งเป็นคู่กรณีทางคดี รวมถึงอดีตรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดก่อน นอกจากนี้ตนยังพบข้อความในแชตที่กล่าวอ้างถึงการถ่ายภาพร่วมกับสื่อรายใหญ่ การพบปะบุคคลสำคัญ และการเลือกโครงการที่จะมอบให้ โดยมีการระบุชื่อบุคคลผู้ประสานงานไว้อย่างชัดเจน แม้บุคคลดังกล่าวจะไม่ได้กำกับดูแลกระทรวงที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็ตาม

 

นายษิทรา กล่าวว่า หลักฐานทั้งหมดเป็นข้อมูลจากโทรศัพท์ของผู้ที่ได้รับงานโดยตรง และเป็นข้อมูลที่ตนเพิ่งเข้าถึงได้หลังได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ พร้อมย้ำว่าปัจจุบันศาลได้ยกฟ้องตนแล้ว 9 ข้อหาจากทั้งหมด 12 ข้อหา ทำให้มีโอกาสกลับมาตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม พยานหลักฐานดังกล่าวไม่สามารถถูกแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากมีการนำไปใช้ในชั้นพิจารณาคดีแล้ว และพยานทุกฝ่ายต่างยอมรับว่าแชตข้อความที่ปรากฏเป็นข้อมูลจริงจากโทรศัพท์ของตนเอง รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจก็รับรองว่าข้อความดังกล่าวมีอยู่จริง

 

นายษิทรา ระบุอีกว่า พยานสองสามีภรรยาคู่นี้ มีบทบาทสำคัญในหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับตน ทั้งคดีที่ศาลยกฟ้องแล้ว และคดีมูลค่า 71 ล้านบาท โดยเชื่อว่าเป็นพยานที่ถูกสร้างแรงจูงใจขึ้นมา พร้อมอ้างถึงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับน้ำหนักพยานหลักฐานที่เกิดจากการจูงใจหรือให้ผลประโยชน์ตอบแทน

 

ทั้งนี้ นายษิทรา ยอมรับว่า ความรู้สึกส่วนตัวมีความคับแค้นใจจากสิ่งที่ตนและครอบครัวเผชิญระหว่างถูกดำเนินคดี แต่ยืนยันว่าจะไม่นำความรู้สึกส่วนตัวมาปะปนกับข้อกล่าวหาในครั้งนี้ เพราะสิ่งที่ต้องการให้ตรวจสอบคือความโปร่งใสในการจัดจ้างโครงการของรัฐ และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผลประโยชน์สาธารณะ

 

“วันนี้ผมมาในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ที่นำข้อมูลมาให้รัฐตรวจสอบว่ามีการฮั้วประมูลหรือไม่ หากพบว่ามีการทุจริตจริง ก็ขอให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกคน” นายษิทรา กล่าว

 

ทั้งนี้ ทนายตั้ม ระบุว่า ตนได้ยื่นคำร้องให้ DSI ตรวจสอบกระบวนการจัดจ้างของ บริษัท เกี่ยวกับการบิน รายหนึ่ง ว่ามีการวิ่งเต้นหรือเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดได้รับงานหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้อง หากพบการกระทำผิดก็ขอให้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 


พ.ต.ต.วรณัน เปิดเผยว่า ภายหลังจากวันนี้นายษิทราได้นำเอกสารและพยานหลักฐานมายื่นต่อ DSI เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้คดีในชั้นศาล ซึ่งมีข้อสงสัยจากคำให้การของพยานบางปากว่า อาจมีการตกลงร่วมกันในการเสนอราคา หรือเข้าข่ายการฮั้วประมูลนั้น เบื้องต้น  DSI ได้รับเอกสารไว้เรียบร้อยแล้ว

หลังจากนี้จะมีการพิจารณารายละเอียด ก่อนเสนอให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในอำนาจตามกฎหมายของดีเอสไอที่จะรับดำเนินการหรือไม่ พร้อมยืนยันว่าจากการตรวจสอบเบื้องต้นที่ผ่านมาดีเอสไอยังไม่เคยได้รับเรื่องร้องเรียนในประเด็นดังกล่าวมาก่อน

 

 

 

ข่าวล่าสุด