นายษิทรา กล่าวต่อว่า ข้อมูลที่ตนอ้างอิงจากแชตดังกล่าว มีการส่งรายละเอียดโครงการมาให้เลือก พร้อมระบุให้ตัดสินใจว่าจะรับงานใด โดยหนึ่งในโครงการมีมูลค่า 74.9 ล้านบาท และยังมีโครงการอื่นอีกมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท ผู้ที่นำข้อมูลโครงการมาเสนอให้เลือกเป็นบุคคลในกลุ่มที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 ราย ซึ่งต้องการให้ DSI ตรวจสอบว่าเหตุใดจึงมีการพูดคุยลักษณะดังกล่าว และมีการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างอย่างถูกต้องตามขั้นตอนหรือไม่
นายษิทรา เปิดเผยอีกว่า นอกจากนี้ ยังพบอีกกลุ่มแชตที่มีการพูดถึงผลประโยชน์ตอบแทนที่เกี่ยวข้องกับพยานในคดีของตน โดยระบุว่ามีมูลค่ารวมเกือบ 100 ล้านบาท ซึ่งตนไม่ได้ติดใจเรื่องการให้เงินระหว่างเอกชนด้วยกัน แต่ต้องการให้ตรวจสอบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโครงการของรัฐและการใช้เงินภาษีประชาชน
นายษิทรา กล่าวว่า ช่วงเวลาที่ปรากฏในข้อมูลมีความเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยระบุว่าพยาน 2 ราย เริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2567 ก่อนจะเข้าให้ปากคำในคดีของตนกับพนักงานสอบสวนกองปราบปรามเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2567 ขณะที่เอกสารเสนอราคาโครงการดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นในวันที่ 26 ตุลาคม 2567 และต่อมามีการรับเงินสดในวันที่ 30 ตุลาคม 2567 รวมถึงได้รับงานเอกชนเพิ่มเติมอีกหลายล้านบาท พยานสองรายดังกล่าวเคยมีความใกล้ชิดและเคยรับงานจากตนมาก่อน แต่เนื่องจากตนไม่มีอำนาจในการจัดสรรงานภาครัฐ จึงสามารถช่วยเหลือได้เพียงงานส่วนตัวเท่านั้น ก่อนที่บุคคลทั้งสองจะเปลี่ยนไปอยู่กับอีกฝ่ายหนึ่งและได้รับผลประโยชน์จำนวนมาก ส่วนโครงการที่ขอให้ตรวจสอบนั้น เป็นงานเกี่ยวกับระบบอินเทอร์เน็ตและช่องทางรับ-ส่งผู้โดยสารภายในสนามบินแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในแชตกลุ่มและเอกสารเสนอราคาที่ตนเองได้รับมา
นายษิทรา ยืนยันว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่บุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการประสานงานโครงการ ตามที่ปรากฏในข้อมูล คือบุคคลที่ตนเรียกว่า “ผู้เฒ่า” ซึ่งเป็นคู่กรณีทางคดี รวมถึงอดีตรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดก่อน นอกจากนี้ตนยังพบข้อความในแชตที่กล่าวอ้างถึงการถ่ายภาพร่วมกับสื่อรายใหญ่ การพบปะบุคคลสำคัญ และการเลือกโครงการที่จะมอบให้ โดยมีการระบุชื่อบุคคลผู้ประสานงานไว้อย่างชัดเจน แม้บุคคลดังกล่าวจะไม่ได้กำกับดูแลกระทรวงที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็ตาม
นายษิทรา กล่าวว่า หลักฐานทั้งหมดเป็นข้อมูลจากโทรศัพท์ของผู้ที่ได้รับงานโดยตรง และเป็นข้อมูลที่ตนเพิ่งเข้าถึงได้หลังได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ พร้อมย้ำว่าปัจจุบันศาลได้ยกฟ้องตนแล้ว 9 ข้อหาจากทั้งหมด 12 ข้อหา ทำให้มีโอกาสกลับมาตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม พยานหลักฐานดังกล่าวไม่สามารถถูกแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากมีการนำไปใช้ในชั้นพิจารณาคดีแล้ว และพยานทุกฝ่ายต่างยอมรับว่าแชตข้อความที่ปรากฏเป็นข้อมูลจริงจากโทรศัพท์ของตนเอง รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจก็รับรองว่าข้อความดังกล่าวมีอยู่จริง
นายษิทรา ระบุอีกว่า พยานสองสามีภรรยาคู่นี้ มีบทบาทสำคัญในหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับตน ทั้งคดีที่ศาลยกฟ้องแล้ว และคดีมูลค่า 71 ล้านบาท โดยเชื่อว่าเป็นพยานที่ถูกสร้างแรงจูงใจขึ้นมา พร้อมอ้างถึงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับน้ำหนักพยานหลักฐานที่เกิดจากการจูงใจหรือให้ผลประโยชน์ตอบแทน
ทั้งนี้ นายษิทรา ยอมรับว่า ความรู้สึกส่วนตัวมีความคับแค้นใจจากสิ่งที่ตนและครอบครัวเผชิญระหว่างถูกดำเนินคดี แต่ยืนยันว่าจะไม่นำความรู้สึกส่วนตัวมาปะปนกับข้อกล่าวหาในครั้งนี้ เพราะสิ่งที่ต้องการให้ตรวจสอบคือความโปร่งใสในการจัดจ้างโครงการของรัฐ และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผลประโยชน์สาธารณะ
“วันนี้ผมมาในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ที่นำข้อมูลมาให้รัฐตรวจสอบว่ามีการฮั้วประมูลหรือไม่ หากพบว่ามีการทุจริตจริง ก็ขอให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกคน” นายษิทรา กล่าว
ทั้งนี้ ทนายตั้ม ระบุว่า ตนได้ยื่นคำร้องให้ DSI ตรวจสอบกระบวนการจัดจ้างของ บริษัท เกี่ยวกับการบิน รายหนึ่ง ว่ามีการวิ่งเต้นหรือเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดได้รับงานหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้อง หากพบการกระทำผิดก็ขอให้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
พ.ต.ต.วรณัน เปิดเผยว่า ภายหลังจากวันนี้นายษิทราได้นำเอกสารและพยานหลักฐานมายื่นต่อ DSI เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้คดีในชั้นศาล ซึ่งมีข้อสงสัยจากคำให้การของพยานบางปากว่า อาจมีการตกลงร่วมกันในการเสนอราคา หรือเข้าข่ายการฮั้วประมูลนั้น เบื้องต้น DSI ได้รับเอกสารไว้เรียบร้อยแล้ว
หลังจากนี้จะมีการพิจารณารายละเอียด ก่อนเสนอให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในอำนาจตามกฎหมายของดีเอสไอที่จะรับดำเนินการหรือไม่ พร้อมยืนยันว่าจากการตรวจสอบเบื้องต้นที่ผ่านมาดีเอสไอยังไม่เคยได้รับเรื่องร้องเรียนในประเด็นดังกล่าวมาก่อน