ป.ป.ช.จึงเห็นว่า พฤติการณ์ของ"ปารีณา"ต้องการหลีกเลี่ยงมิให้ที่ดินดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน เพื่อประโยชน์ของธุรกิจตนหรือผลประโยชน์ส่วนตัวแต่ฝ่ายเดียว ไม่ประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตามกฎหมาย เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ก่อนหน้านี้ นิวัติไชย เกษมมงคล โฆษก ป.ป.ช. แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงมติ ป.ป.ช.ที่ชี้มูล"ปารีณา"ในคดีนี้ไว้ว่า สิ่งที่"ปารีณา"กระทำการมีเจตนาที่ต้องการหลีกเลี่ยงมิให้ที่ดินดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน เป็นการปิดโอกาสหรือหวงกั้นมิให้บุคคลอื่นเข้าใช้ประโยชน์ที่ดิน มุ่งแสวงหาประโยชน์จากที่ดินของรัฐ เพื่อประโยชน์ของธุรกิจตนหรือผลประโยชน์ส่วนตัวแต่ฝ่ายเดียว แสดงให้เห็นว่าผู้ต้องหาในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ยึดถือระเบียบหลักเกณฑ์กฎหมาย และไม่ประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตามกฎหมาย
"การกระทำของปารีณา ผู้ถูกกล่าวหา ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2562 ข้อ 11 และข้อ 17"
คำแถลงจึงมีความน่าสนใจ เพราะกรณีของนางปารีณา ถือเป็นกรณีแรกที่ถูกชี้มูลความผิดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2562 ข้อ 11 และข้อ 17
เมื่อป.ป.ช.ได้เสนอเรื่องมายังศาลฏีกาโดยได้รับคำร้องและมีคำสั่งให้ปารีณายุติการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ใช้เวลาไต่สวนคำร้องทั้งฝ่ายผู้ร้องคือ ป.ป.ช. และฝ่ายของ ปารีณาโดยนำพยานเข้าสู้คดีร่วม 10 ปาก ทั้งเจ้าของที่ดินเดิม-เจ้าหน้าที่ปฏิรูปที่ดิน และเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ เพื่อยืนยันต่อศาลฏีกาว่า ไม่ได้บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนตามที่ถูกกล่าวหา แต่เป็นการรับมรดกที่ดินส่งต่อมาจากบิดานายทวี ไกรคุปต์ ตั้งแต่ก่อนที่จะประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน
อย่างไรก็ดี เมื่อการไต่สวนครบถ้วนกระบวนความ ศาลฏีกาได้นัดอ่านคำพิพากษาชี้ชะตา "ปารีณา" ในวันพฤหัสบดีที่ 7 เม.ย.นี้เวลา 10.30 น. โดยในวันเดียวกัน "ปารีณา"ได้มอบหมายทนายความมาเป็นตัวแทนฟังคำพิพากษา ขณะที่ปารีณาจะขอรอลุ้นฟังคำพิพากษาอยู่ที่บ้านเกิดราชบุรี
คราวนี้ มีประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อ คือว่า ผลการพิพากษาจะออกมาเป็นสองแนวทาง
แนวทางแรก หากศาลฏีกา เห็นว่า ปารีณา ไม่ได้มีพฤติการณ์ตามสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช.ก็คือยกคำร้อง ส่งผลให้"ปารีณา"จะได้กลับมาเป็น ส.ส. อีกครั้ง หลังจากหยุดปฏิบัติหน้าที่มาตั้งแต่วันที่ศาลฏีการับคำร้อง เมื่อวันที่ 25 มี.ค.64 ซึ่งการได้กลับมาเป็นส.ส.อย่างเต็มตัวย่อมเติมเสียงให้พรรคพลังประชารัฐและรัฐบาลเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียง
แนวทางที่สอง ตรงข้ามกับแนวทางแรก กล่าวคือ หากศาลฏีกาเห็นว่า "ปารีณา" ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง มีการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและส่วนรวม ต้องไปดูว่าในคำพิพากษาของศาลฎีกาจะออกมาอย่างไร
เนื่องจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 บัญญัติว่า หากศาลฎีกา พิพากษาว่ามีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ให้ผู้ต้องคำพิพากษานั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น และจะเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกิน 10 ปีด้วยหรือไม่ก็ได้ หากผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง จะไม่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ส.ว. สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ
เพราะฉะนั้น นอกจากทำให้"ปารีณา" พ้นจากความเป็นส.ส. ยังต้องถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งตลอดไป ไม่สามารถลงเล่นการเมืองได้ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น และทำให้ต้องมีการเลือกตั้งซ่อมที่ราชบุรีตามมาทันที
7 เม.ย.65 ศาลฏีกาจะอ่านคำพิพากษาให้"ปารีณา"ไปต่อหรือหยุดอยู่แค่นี้กับเส้นทางการเมือง ต้องติดตามอย่างระทึก