นายพลพีร์ กล่าวว่า การปฏิบัติการพิเศษในวันนี้ เป็นการบูรณาการกำลังร่วมกันหลายหน่วยงาน เพื่อเข้าตรวจค้นสถานประกอบการ และโรงแรมกลุ่มเสี่ยง ย่านห้วยขวาง หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ภายหลังการตรวจสอบโรงแรมแห่งแรก พบว่าไม่มีทั้งใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม และใบอนุญาตดัดแปลงหรือก่อสร้างอาคาร รวมถึงระบบความปลอดภัย อาคารไม่มีบันไดหนีไฟตามมาตรฐาน
นอกจากนี้ยังพบว่า สัดส่วนการถือหุ้น พบพฤติกรรมเข้าข่าย "นอมินี" โดยมีคนจีนถือหุ้น 49% ส่วนอีก 51% เป็นของครอบครัวคนจีนที่มีภรรยาเป็นคนไทย แต่เมื่อสอบปากคำภรรยาไทยกลับไม่ทราบรายละเอียดการลงหุ้นหรือการเปิดบริษัท โดยมีสำนักงานกฎหมายและบัญชี เป็นผู้อยู่อยู่เบื้องหลังการจัดตั้งทั้งหมด
นอกจากนี้ ระหว่างการเข้าตรวจค้นร้านทำผม มีเจ้าของสถานประกอบการได้พยายามติดต่อผู้มีอำนาจเพื่อขอ "เคลียร์" ผ่านโทรศัพท์ โดยอ้างชื่อเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งจาก สน.ห้วยขวาง , ตม. และหน่วยงานอื่น อีกหลายรายชื่อ โดยระบุว่า มีการจ่ายเงินค่าดูแลเป็นรายงวดในหลายสถานที่ ทั้งนี้ได้มอบหมายให้กรมการปกครองประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสืบสวนเบอร์โทรศัพท์และรายชื่อที่ถูกอ้างถึงทั้งหมด หากพบมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องจริง จะดำเนินคดีทั้งทางวินัยและอาญาอย่างถึงที่สุด
อีกทั้ง ยังให้ขยายผลในการตรวจสอบการถือครองที่ดิน หากพบว่าการถือครองแทนคนต่างด้าวอย่างผิดกฎหมาย จะทำการเพิกถอนโฉนดและบังคับจำหน่ายทันที สุ่มตรวจการเปิดจองห้องพักผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ตรวจสอบ QR Code ชำระเงินของร้านค้า พบว่าไม่ใช่บัญชีธนาคารในไทย และตรวจสอบแพลตฟอร์มสั่งอาหารและรับ-ส่งสินค้าที่เป็นภาษาจีนว่า มีการจดทะเบียนและชำระภาษีถูกต้องตามกฎหมายไทยหรือไม่
ทั้งนี้ ทีมทำงานเตรียมนำข้อมูลและหลักฐานทั้งหมดรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้(10 ส.ค.69) โดยเน้นย้ำปฏิบัติตามนโยบาย "ปิดชื่อถือพฤติกรรม" เพื่อปราบปรามข้าราชการที่รับสินบนและเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจผิดกฎหมายแย่งอาชีพคนไทย