ผู้เสียหาย ระบุว่า หลังเกิดเหตุยังมีอาการมึนศีรษะและปวดบริเวณเบ้าตาทั้งสองข้าง มีรอยฟกช้ำเขียวช้ำดำ บาดแผลบริเวณขา และมีอาการระบมตามร่างกาย
สำหรับสาเหตุ ผู้เสียหายคาดว่าอาจมาจากปัญหาการพูดถึงและการบูลลี่กัน โดยก่อนหน้านี้คู่กรณีอาจนำเรื่องของตนไปพูดในลักษณะเสียหายกับบุคคลอื่น และเมื่อมีการตอบโต้กลับ ทำให้คู่กรณีไม่พอใจและเกิดความโกรธ ก่อนจะเข้ามาหาที่โรงเรียนและเกิดเหตุทำร้ายร่างกายดังกล่าว
ล่าสุดวันนี้ (9 สิงหาคม 2569) ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม น.ส.น่า (นามสมมติ) รุ่นพี่ของ “น้องรัส” (นามสมมุติ) เด็กหญิงไทยวัย 14 ปี ผู้เสียหาย
โดย น.ส.น่า (นามสมมติ) เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนได้พบกับน้องรัสที่โรงพยาบาลพร้อมญาติ และสังเกตเห็นบริเวณใบหน้ามีรอยช้ำ ปากแตก รวมถึงมีร่องรอยฟกช้ำตามร่างกาย จึงสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น
น้องรัส จึงเล่าให้ฟังว่า มีรุ่นน้องชาวเมียนมาพาพวกเข้ามาทำร้ายร่างกายภายในโรงเรียน ซึ่งหลังจากทราบเรื่อง ตนจึงบอกน้องว่าไม่ควรยอมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และจะช่วยส่งเรื่องให้เพจข่าวนำเสนอ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ
น.ส.น่า (นามสมมติ) ระบุว่า ตนเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนดังกล่าว และไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวซ้ำขึ้นอีก โดยก่อนหน้านี้ยังไม่มีคลิปเหตุการณ์ขณะน้องถูกทำร้ายภายในห้องน้ำ กระทั่งล่าสุดมีการได้คลิปดังกล่าวมาและถูกนำไปเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์
สำหรับการดำเนินการทางคดี เบื้องต้นทราบว่า มารดาของน้องรัสได้พาน้องเข้าแจ้งความและลงบันทึกประจำวันที่ สภ.เชิงทะเล แล้ว
ขณะที่ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อสอบถามน้องรัส ผู้เสียหายโดยตรง แต่ไม่สามารถติดต่อได้
จึงสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมไปยัง สภ.เชิงทะเล ซึ่งได้รับการเปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เชิงทะเล ได้ดำเนินการเชิญคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมายัง สภ.เชิงทะเล เพื่อสอบปากคำและสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแล้ว
ล่าสุดเจ้าหน้าที่ชุดสืบ สภ.เชิงทะเล ได้รับตัวคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมายังห้องสอบสวน พร้อมประสานเจ้าหน้าที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ต เจ้าหน้าที่ พม. ภูเก็ต และ เจ้าหน้าที่ยุติธรรมจังหวัดภูเก็ต ร่วมสอบปากคำ ที่สภ.เชิงทะเล
ผู้สื่อข่าวสอบถาม นางวิไลลักษณ์ อายุ 57 ปี เพื่อนสนิทของมารดาเด็กหญิงชาวไทยวัย 14 ปี เปิดเผยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่า ในวันเกิดเหตุทางครูได้โทรศัพท์แจ้งผู้ปกครองว่า มีบุคคลภายนอกเข้ามาทำร้ายนักเรียนภายในโรงเรียน และขณะนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เดินทางมาที่โรงเรียนแล้ว พร้อมแจ้งว่าจะนำตัวผู้เกี่ยวข้องไปที่โรงพักทั้งหมด เนื่องจากผู้ก่อเหตุเป็นเด็กจากภายนอก ไม่ใช่นักเรียนของโรงเรียน
ในช่วงแรก มารดาของเด็กหญิงผู้ได้รับบาดเจ็บยังไม่ได้เห็นคลิปเหตุการณ์ จึงเข้าใจว่าเป็นเพียงเหตุทะเลาะวิวาทระหว่างเด็กทั่วไป จึงมีการพูดคุยเรื่องค่าเสียขวัญจำนวน 5,000 บาท แต่คู่กรณีแจ้งว่าไม่มีเงิน ทางมารดาของเด็กที่ถูกทำร้ายจึงลดจำนวนลงเหลือ 3,000 บาท เพื่อให้นำเงินไปเป็นค่ารักษาพยาบาล โดยตกลงกันว่าจะจ่ายเงินในวันที่ 21 สิงหาคม และในขณะนั้นเข้าใจว่าเรื่องจบลงแล้ว
อย่างไรก็ตาม ช่วงเช้าของวันที่ 6 สิงหาคม ครูได้โทรศัพท์มาหาเด็กหญิงและแจ้งว่าขณะนี้มีคลิปเหตุการณ์เผยแพร่ออกมา พร้อมบอกว่าเมื่อเห็นคลิปแล้วไม่สามารถรับได้ และขอให้มารดาของเด็กเดินทางไปแจ้งความใหม่ เพื่อดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุให้ถึงที่สุด
จากนั้นมารดาและเด็กหญิงจึงเดินทางไปยังโรงพัก แต่ไม่พบพนักงานสอบสวนคนเดิม จึงรออยู่ตั้งแต่เวลาประมาณ 10.00 น. จนถึงประมาณ 14.00 น. ก่อนจะได้เขียนข้อความเบื้องต้นเพื่อขอลงบันทึกประจำวันว่า เงินจำนวน 3,000 บาทที่เคยตกลงกันไว้จะไม่รับแล้ว เนื่องจากได้เห็นคลิปเหตุการณ์และรู้สึกว่ารับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงต้องการดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุให้ถึงที่สุด
หลังจากลงบันทึกประจำวันแล้ว เรื่องเงียบไปช่วงหนึ่ง โดยทุกฝ่ายเข้าใจว่าจะต้องรอถึงวันที่ 21 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันที่นัดหมายว่าจะมีการจ่ายเงินจำนวน 3,000 บาท แต่เมื่อมีการเผยแพร่คลิปและมีเพื่อนๆ ของเด็กหญิงนำเรื่องไปโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ กระแสจึงกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง
นางวิไลลักษณ์ กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ในห้องน้ำเกิดขึ้นหลังจากมีเด็กนักเรียนชั้น ม.1 โทรศัพท์มาบอกเด็กหญิงให้ลงมาเอาสมุดบริเวณหน้าห้องน้ำ เด็กหญิงจึงเดินลงมาพร้อมเพื่อน 2 คน แต่เมื่อเพื่อนอีกคนเห็นว่ามีบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับเหตุทำร้ายอยู่ด้วย จึงถูกบอกให้ออกไป เนื่องจากไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์
เพื่อนของเด็กหญิงเกิดความกลัวและวิ่งกลับไป ทำให้เด็กหญิงอยู่เพียงลำพัง ก่อนจะถูกทำร้ายตามที่ปรากฏในคลิปที่มีการเผยแพร่ในเวลาต่อมา
ส่วนกรณีการดูแลของโรงเรียนนั้น
นางวิไลลักษณ์ ระบุว่า ในช่วงเกิดเหตุ ทางโรงเรียนไม่ได้เข้ามาพูดคุยหรือดำเนินการใดๆ กับครอบครัวโดยตรง โดยมีเพียงครูประจำชั้นที่โทรศัพท์มาแจ้งและแนะนำให้ไปแจ้งความ ขณะที่ทางโรงเรียนไม่ได้ติดต่อครอบครัวในรายละเอียดอื่นๆ
ทั้งนี้ ครอบครัวยืนยันว่าหลังจากได้เห็นคลิปเหตุการณ์แล้ว ไม่สามารถยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และต้องการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับเด็กหญิงผู้ได้รับบาดเจ็บ
ด้าน ด.ญ.ชาวเมียนมา วัย 13 ปี ผู้ก่อเหตุ เผยว่า เหตุการณ์คืออีกฝ่าย นำชื่อตนไปพูดไม่ดีก่อน ตนก็เลยถามว่านำตนไปขายทำไม แล้วเขาไม่ยอมตอบและกวนใส่ ตนเลยเข้าไปตบ ส่วนคลิปที่ปล่อยออกไปน่าจะเป็นคนในกลุ่ม เคยรู้จักกันมาก่อน ตนไม่ได้เรียนที่นั่น