นางฐิติชยา เล่าต่อว่า ตนเองเข้าใจดีว่าโควิด 19 กำลังจะกลายเป็นโรคประจำถิ่น แต่อยากให้ อสม.หรือหน่วยงานด้านการแพทย์ดูแลผู้ป่วยในระบบ HI ให้ดีมากกว่านี้ เพราะเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ประสบปัญหาเดียวกัน และ จำนวนไม่น้อยที่ต้องออกไปซื้อหาอาหารหรือแม้กระทั่งยาบรรเทาอาการด้วยตัวเองทั้งที่เป็นผู้ติดเชื้อ ซึ่งตนเองเป็นห่วงว่าจะกลายเป็นการแพร่กระจายเชื้อมากขึ้น บางครอบครัวมีแต่ผู้สูงอายุหรือคนที่ไม่มีความรู้ ไม่ได้ใช้โซเชียลมีเดีย เมื่อเกิดปัญหาขึ้น อาจทำให้เกิดความสูญเสียได้ จึงอยากให้มีการปรับปรุงระบบการดูแลให้ดีกว่านี้
ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปที่นายภควัต ขันธหิรัญ นายอำเภอแม่ริม ได้มอบหมายให้ นางสาวชบาไพร วรกิจคุณากร ปลัดอำเภอแม่ริม ชี้แจงข้อมูลแทนในกรณีนี้
ปลัดอำเภอแม่ริม กล่าวว่า ทราบข้อมูลจากสื่อมวลชนที่มีการนำเสนอผ่านทางออนไลน์ ในส่วนนี้ทางนายอำเภอแม่ริม ได้มีการมอบหมายให้กำนันตำบลริมใต้ เข้าไปให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว จากการสอบถาทข้อมูลพบว่า คนไข้ครอบครัวนี้มีการไปตรวจที่โรงพยาบาลนครพิงค์เพียงคนเดียว คือผู้ติดเชื้อคนแรกที่เป็นคุณป้า จากนั้นคุณป้าได้เข้าสู่กระบวนการ OPHI หรือที่เรียกว่า “เจอ แจก จบ” คือรับยามารักษาตัวที่บ้าน แต่ทางอาหารการกินคนไข้ต้องดูแลตนเอง ซึ่งผู้ป่วยอาจไม่เข้าใจกระบวนการตรงนี้ พอคนในบ้านคนอื่นๆ มีผลATK เป็นบวกไม่ทราบว่าได้ไปตรวจซ้ำที่โรงพยาบาลหรือไม่ ปัจจุบันการดูแลผู้ป่วย ยังภาครัฐบาลไม่ได้มีงบประมาณมาให้ ทำให้ประชาชนต้องคอยช่วยเหลือตนเองตามนโยบายของรัฐบาลที่เริ่มปรับให้เชื้อไวรัสโควิด19 เป็นเชื้อประจำถิ่น หลังจากนี้จะมีการหาทางออกในเรื่องนี้กับผู้นำชุมชนในพื้นที่อำเภอแม่ริมอีกครั้ง
ข่าว / ภาพ โดย เกรียงไกร รัตนา ศูนย์ข่าวเนชั่นภาคเหนือ