4.ส.ส.กรุงเทพ ที่เคยได้ถึง 12 ที่นั่ง ซึ่งนอกจากกระแสนิยม "ลุงตู่" แล้ว ยังเป็นฝีมือการทำพื้นที่ของ "กลุ่ม กปปส." ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ พุทธิพงษ์ ปุณณกัณฑ์ และ สกลธี ภัททิยกุล แต่วันนี้ทั้ง 3 คนไม่มีใครอยู่ในพลังประชารัฐแล้ว ดังนั้น พื้นที่ส.ส.กทม.จึงลำบาก สะท้อนได้จากผลเลือกตั้งซ่อมหลักสี่-ดอนเมือง เมื่อปลายเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ก็พอมองเห็น
5.กลุ่มก๊วนที่เหลืออยู่ในพรรค จะยังมั่นคงอยู่กับพรรคหรือไม่
-กลุ่มสามมิตร - กลุ่มใหญ่ที่สุดในพรรคขณะนี้ ถ้า"ลุงตู่"หมดลุ้น หรือลุ้นยากในการหวนมาเป็นรัฐบาลอีกสมัย กลุ่มสามมิตรน่าจะหาบ้านใหม่ สถานะตอนนี้ คือ "อยู่รอย้าย"
-กลุ่มชลบุรี - แตกเป็น 2 ขั้ว คือ ขั้ว สุชาติ ชมกลิ่น กับ ขั้วคุณปลื้ม คำถามตอนนี้คือเคลียร์จบจริงหรือไม่ หรือกลุ่มคุณปลื้ม จะย้ายพรรค เพราะมีข่าวกับพรรคสร้างอนาคตไทย
-กลุ่มเพชรบูรณ์ - นำโดย สันติ พร้อมพัฒน์ มีประมาณ 5-6 เก้าอี้ มีโอกาสอยู่หรือย้ายก็เป็นไปได้
-กลุ่มสิงห์บุรี - กลุ่มภาคกลาง-ตะวันออกที่ไม่ใช่ชลบุรี - กลุ่มภาคตะวันตก เช่น กาญจนบุรี ราชบุรี แกนนำเช่น ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ตรีนุช เทียนทอง ปารีณา ไกรคุปต์ แม้จะยังอยู่กับพรรค แต่จำนวน ส.ส.มากพอที่จะพาพรรคเป็นแกนนำรัฐบาลหรือไม่ ขณะที่บางคน เช่น ปารีณา ก็ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่
ที่สำคัญทุกกลุ่มโดนกระแสดูดจากพรรคการเมืองอื่นๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อไทย หรือพรรคการเมืองใหม่ๆ
พิจารณาจากความเป็นไปได้ ณ ขณะนี้ จำนวน ส.ส.พลังประชารัฐมีแต่จะลดลง ยังไม่เห็นแนวโน้มเพิ่มขึ้นเลย
กูรู-นักวิชาการ เตือนระวังสูญพันธุ์
ขณะที่ กูรูการเมือง ซึ่งเป็นระดับ"คีย์แมน"ของพรรคการเมืองใหม่ วิเคราะห์ให้ฟังว่า โอกาสของพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งครั้งหน้า ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ
1.กฎหมายลูก ใช้ระบบคำนวณแบบ "ส.ส.พึงมี" หรือไม่ ถ้าใช่ก็ยังพอมีความได้เปรียบอยู่บ้าง
2.ถ้าสุดท้ายใช้ระบบบัตรสองใบเหมือนปี 40 หรือปี 54 โอกาสพ่ายแพ้อย่างยับเยินมีสูง
ด้าน รศ.ดร.ยุทธพร อิสระชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อธิบายเสริมว่า พรรคพลังประชารัฐจะต้องเผชิญกับโจทย์ยาก
1.ปัญหาเศรษฐกิจ
2.ปัญหาใครคือแคนดิเดตนายกฯ
3.ปัญหาภายในพรรค
4.เลือดไหลออก โดยเฉพาะสามมิตร หากย้ายพรรค เท่ากับพลังประชารัฐจบ เผลอๆ ไม่มีชื่อพรรคนี้ในการเลือกตั้งหนหน้าเลยทีเดียว