นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ในปี 2556 -2557 ตนตัดสินใจลาออกจากการเป็น ส.ส. และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อมาร่วมขบวนการต่อสู้กับมวลมหาประชาชน กปปส. เพื่อต่อต้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่เห็นว่าเป็นร่างกฎหมายที่ออกมาเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มเดียว หวังล้างความผิดให้คนกระทำความผิดฉ้อราษฎร์บังหลวง ล้างความผิดให้คนที่ก่อการร้ายเผาบ้าน เผาเมือง
"ตอนนั้นพี่น้องก็ออกมาร่วมการต่อสู้เป็นจำนวนมาก สู้กันยาวนาน 204 วัน นายสกลธี ก็เป็นคนสำคัญคนหนึ่ง ที่มาเป็นแกนนำร่วมการต่อสู้ หลังการต่อสู้คราวนั้น สิ่งที่ได้รับก็คือ กลายเป็นจำเลยในคดีก่อการร้าย กบฏ บุกรุกสถานที่ราชการ ขัดขวางการเลือกตั้ง อั้งยี่ ซ่องโจร นายสกลธีเป็นชุดแรกที่ถูกดำเนินคดี ผมกับพวกกลุ่มใหญ่ และเป็นจำเลยในชุดที่สอง" นายสุเทพ กล่าว
ทั้งนี้ ระหว่างที่กำลังสู้คดี นายสกลธี ได้ไปดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. เกือบ 4 ปี ซึ่งปรากฏผลงานมากมาย ถือเป็นคนหนุ่มเข้มแข็ง ขยันทำงานให้ประชาชนชาวกทม.มาร่วม 4 ปีในฐานะรองผู้ว่าฯ ตนจึงคิดว่านายสกลธี ตัดสินใจครั้งนี้น่าสนับสนุน เพราะเคยเป็น ส.ส. เคยเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. มีประสบการณ์เรื่องของกทม. มากกว่าผู้สมัครคนอื่นๆในสายตางตน และแน่นอนที่เคนร่วมเป็นร่วมตาย นอนกลางดิน กินกลางถนน ร่วมกันมา 6-7 เดือน ร่วมกันเป็นจำเลย สิ่งที่ทำก็เพื่อชาติบ้านเมือง