นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเรื่องที่ประชาชนยังมีข้อสงสัยที่คนยังคาใจและยังไม่ได้รับการชี้แจงให้กระจ่าง เช่น การซื้อขายที่ดินของบิดาพลเอกประยุทธ์ กว่า 600 ล้านบาทก่อนเข้ารับตำแหน่ง นาฬิกาเพื่อน การใช้เงินกองทุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานแบบสะเปะสะปะ เรื่องการกักตุนหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์ สัญญาซื้อขายถุงมือยางที่ทำให้รัฐสูญเงิน 2,000 ล้านบาท การยกเลิกรถไฟสายสีส้ม ที่ดินเขากระโดง การได้รับหลายโครงการของหลานชายของพลเอกประยุทธ์ บ้านของน้องชายพลเอกประยุทธ์ที่ไม่รายงานทรัพย์สินแต่กลับไม่ผิด ฯลฯ ซึ่งรัฐบาลต้องชี้แจงเรื่องทั้งหมดนี้ให้ชัดเจนเพื่อความโปร่งใส และเรื่องความรุนแรงของการทุจริตคอรัปชั่นในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ นี้ขนาดสมาชิกวุฒิสภาที่พลเอกประยุทธ์แต่งตั้งเองยังทนไม่ได้ และต้องออกมาอภิปรายโวยและตักเตือนพลเอกประยุทธ์ ในเรื่องนี้
ทั้งนี้เรื่องที่เป็นปัญหาไม่แพ้กัน และอาจจะแย่พอๆกันหรือหนักกว่าการคอรัปชั่นคือความด้อยประสิทธิภาพในการบริหาร ที่ทำความเสียหายกับประเทศอย่างมาก ประเทศไทยแทบจะไม่พัฒนาเลยตลอดเวลาที่พลเอกประยุทธ์ บริหารประเทศไทยต้องเสียความสามารถในการแข่งขันและถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงไปแทบทุกเรื่อง ทั้งเรื่องศูนย์กลางรถไฟความเร็วสูงให้ลาว อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ให้เวียดนาม และอุตสาหกรรมรถยนต์ให้อินโดนีเซีย และประเทศไทยเองก็ยังหาแนวทางอนาคตของตัวเองยังไม่เจอ จากการที่มีผู้นำที่ไร้วิสัยทัศน์ หากไทยยังมีปัญหาการบริหารประเทศที่ไร้ประสิทธิภาพและยังมีการทุจริตคอรัปชั่นเพิ่มขึ้นมาก หรือ ที่เรียกง่ายๆว่า “ขาดความสามารถแต่ดัชนีโกงพุ่ง” ประเทศไทยคงหมดอนาคตแน่ และจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงการบริหารประเทศโดยเร็วที่สุด