อนุ กมธ.รัฐวิสาหกิจ ชงรัฐบาล 2 แนวทางเรียกกำไรจาก ปตท.แก้ปัญหาน้ำมันแพง พร้อมพบสัดส่วนรัฐบาลในบอร์ด ปตท.ไม่สอดคล้อง หวั่นทำนโยบายไม่เอื้อประโยชน์ประชาชน

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ กิจการศาลฯ องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน คณะที่ 2 กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราได้ทราบดีอยู่แล้วว่า ปตท. มีผลกำไรเยอะและในส่วนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีผลกระทบต่อประชาชน และที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้เคยตอบกระทู้ถามของ ส.ส.ว่า ไม่สามารถนำกำไรที่มีอยู่จำนวนมากของปตท.มาช่วยเหลือประชาชนได้ ดังนั้นทางอนุ กมธ.จึงได้เชิญ 5 หน่วยงาน ได้แก่ ผู้แทนบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สำนักคณะกรรมการกฤษฏีกา สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ มาหารือถึงการช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ประกอบการขนส่งจากสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น โดยได้ข้อสรุปว่าการจะนำกำไรของปตท.มาช่วยเหลือประชาชนนั้นสามารถทำได้ โดยถูกกฎหมาย 2 ช่องทาง ที่ประชุมคณะอนุฯ จึงได้มีมติเกี่ยวกับข้อเสนอในการช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบดังกล่าวแก่รัฐบาล 2 ข้อเสนอ 1.ให้บริษัท ปตท. เพิ่มงบประมาณในส่วนของ CSR เพื่อนำมาใช้ในการช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาแพง 2.ให้บริษัท ปตท.นำส่งผลกำไรจากการประกอบธุรกิจให้รัฐเพิ่มมากขึ้น เพื่อนำเงินรายได้ดังกล่าวมาช่วยพยุงราคาเชื้อเพลิง 

อนุ กมธ.รัฐวิสาหกิจ ชงรัฐบาล 2 แนวทางเรียกกำไรจาก ปตท.แก้ปัญหาน้ำมันแพง

นายอัครเดช กล่าวอีกว่า อีกทั้งเรายังได้พบสัดส่วนผู้ถือหุ้นไม่สอดคล้องกับจำนวนบอร์ดที่มานั่งในคณะกรรมการบริหาร โดยจริงๆ แล้วปตท. ถือหุ้น 51% โดยรัฐบาล แต่คณะกรรมการที่นั่งอยู่ในบอร์ดเป็นสัดส่วนของรัฐบาลเพียงแค่ 4 คนจากสัดส่วน 15 คน ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะรัฐบาลถือหุ้นใหญ่สัดส่วนในส่วนของรัฐบาลมากกว่ากึ่งหนึ่งคือ 8 คน ซึ่งตรงนี้จะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องการรักษาผลประโยชน์ให้กับประชาชน ทั้งการมีกำไรมากไปหรือไม่ มีนโยบายที่เอื้อประชาชนหรือไม่คณะกรรมการบริษัทก็เป็นส่วนสำคัญ ดังนั้นสัดส่วนกรรมการไม่สอดคล้องกับหุ้นที่ถือ จึงทำให้นโยบายของ ปตท.ในทุกวันนี้ไม่ได้เอื้อประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเต็มที่ ฉะนั้นทางอนุ กมธ.ฯ จะรับเรื่องนี้มาพิจารณาในการประชุมครั้งหน้า