สำหรับคู่แข่งของ "ชินวรณ์" คือ "เดชอิศม์ ขาวทอง" หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ "นายกชาย" ปัจจุบันเป็น ส.ส.เขต 5 สงขลา
ประวัติย่อๆ ของ "นายกชาย"
- ชื่อเดิม วรวิทย์ ขาวทอง เป็นชาว อ.รัตภูมิ จ.สงขลา
-ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ขายส่งเหล็ก โรงแรม-รีสอร์ท
-ทรัพย์สิน 684 ล้านบาท หนี้สิน 2.6 ล้านบาท
-เคยเป็นนายก อบจ.สงขลา ทำให้ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า "นายกชาย"
-2548 ลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคไทยรักไทย แต่แพ้พรรคประชาธิปัตย์
-2551 ลงสมัคร นายก อบจ. สงขลา แต่พ่ายให้กับ นวพล บุญญามณี หัวหน้าทีมสงขลาพัฒนา
-2562 ลงสมัคร ส.ส. ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนได้รับชัยชนะ เป็นผู้แทนสมัยแรก
ถ้านับเรื่องประสบการณ์ในสภาใหญ่ ต้องบอกว่า "นายกชาย" เทียบไม่ได้เลยกับ "ชินวรณ์" เนื่องจากเป็น ส.ส. 1 สมัย กับ 9 สมัย แต่งานนี้ประมาท "นายกชาย" ไม่ได้เด็ดขาด เพราะได้รับแรงหนุนจากฟากฝั่ง New Concept ที่นำโดย เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค นราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรคภาคเหนือ อดีต ส.ส.พิจิตร ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ส.ส.ตาก ซึ่งทั้งหมดเป็นกลุ่มเลือดใหม่ แม้จะไม่ใช่คนรุ่นใหม่ที่อายุน้อย แต่สำหรับในประชาธิปัตย์ ก็คือกลุ่มเลือดใหม่ มีแนวคิดการบริหารงานอีกแบบหนึ่ง แตกต่างจากแบบเดิม
มีข้อมูลเชิงวิเคราะห์จากศูนย์ข่าวภาคใต้ เนชั่นทีวี มองว่า ศึกชิงเก้าอี้รองหัวหน้าพรรคภาคใต้หนนี้ ห้ามมองข้าม "นายกชาย" เพราะบารมีไม่ได้เบ่งบานแค่ในสงขลา หรือในพรรคประชาธิปัตย์ แต่สถานะเป็นผู้กว้างขวางตัวจริง ทั้งในพรรค ข้ามพรรค ด้วยบุคลิก "ใจถึง พึ่งได้" ทำให้หลายคนนึกถึงอดีตนักการเมืองรุ่นใหญ่ใจนักเลงอย่าง "จองชัย เที่ยงธรรม" อดีต ส.ส.ผูกขาดของพรรคชาติไทยในสุพรรณบุรี
ที่สำคัญ นายกชาย เป็นสายตรง "เฉลิมชัย ศรีอ่อน" เลขาธิการพรรค เรียกว่าเป็น "ก๊วนเดียวกัน" และไม่ได้ขัดแย้งอะไรกับหัวหน้า จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ แถมยังเตรียมส่งภรรยาลงชิงเก้าอี้ ส.ส.สงขลาเขต 6 แทน ถาวร เสนเนียม ที่ขาดสมาชิกภาพไป ซึ่งถ้าชนะ ก็เท่ากับขยายฐานการเมืองได้มากขึ้น จากเดิมที่รักษาฐานเดิมทั้งท้องถิ่นและระดับชาติไว้อยู่แล้ว
ส่วนความขัดแย้งภายในที่จะตามมาหรือไม่นั้น มีเสียงปรามจากปูชนียบุคคลผู้มากบารมีของพรรค อย่าง "ชวน หลีกภัย" ที่พูดเอาไว้เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ที่ผ่านมา ว่า "ทุกครั้งก็ต้องแข่งขัน แต่จบได้ง่าย เพราะเข้าใจกัน ว่าหลังแข่งขันแล้วก็มาทำงานร่วมกันได้ พยายามแนะนำว่าการเมืองเป็นอย่างนี้ ที่จะต้องพิสูจน์ตัวเองว่ามีศักยภาพที่จะทำงาน ซึ่งผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ ต้องหาหนทางแก้ไข ในอดีตเคยมีช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์ตกต่ำมากกว่านี้มาก แต่ตอนหลังก็ฟื้นกลับมาได้หมด"
พรรคประชาธิปัตย์จึงเดินมาถึงทางแยกสำคัญว่าจะเลือกเดินตามธรรมเนียมปฏิบัติเดิม คือ ยึดอาวุโสและพรรษาการเมือง หรือจะเลือกแนวทางการบริหารของเลือดใหม่ เพื่อฟื้นความนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ให้กลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิม หรือกว่าเดิม