ยามนี้พรรคที่ต้องถูกโฟกัสมากที่สุด คือ "ประชาธิปัตย์" หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้อดีต 5 แกนนำ กปปส. พ้นจากสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ ถึง 3 คน และ 2 ใน 3 คนนั้นเป็น ส.ส.แบบแบ่งเขต ซึ่งหมายถึงจะต้องมีการเลือกตั้งซ่อมภายใน 45 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

ผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ต้องยอมรับว่าสร้างแรงสั่นสะเทือนไม่น้อย โดยเฉพาะกับ "ประชาธิปัตย์" ซึ่งถือเป็นพรรคเก่าแก่ หรือเรียกได้ว่าเป็นสถาบันที่อยู่ควบคู่กับการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน กับการต้องคัดเลือกตัวผู้สมัครมาลงศึกเลือกตั้งซ่อม ในพื้นที่ เขต 1 จ.ชุมพร แทน "ชุมพล จุลใส" และเขต 6 จ.สงขลา แทน "ถาวร เสนเนียม" อดีต รมช.คมนาคม

 

 

แม้เป็นที่ชัดเจนสำหรับผู้สมัครที่จะลงเลือกตั้งซ่อมใน 2 พื้นที่ คือ "อิสรพงษ์ มากอำไพ" เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร หลานภรรยาของชุมพล ขณะที่ เขต 6 จ.สงขลา "สุภาพร กำเนิดผล" รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ภรรยา "เดชอิศม์ ขาวทอง" ส.ส.เขต 5 พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้ประชาชนตัดสินใจเพื่อป้องกันแชมป์

 

แต่ที่ต้องเพ่งให้ถึงแก่น เพราะนอกจากศึกนอก คือ คู่แข่งการเมืองรอสอย "ประชาธิปัตย์" ในสนามเลือกตั้งซ่อมที่กำลังรออยู่แล้ว ก็ยังมีอีกศึกในให้ต้องเผชิญ กับการประชุมใหญ่พรรคในวันที่ 18 ธ.ค. ซึ่งมีประเด็นที่ต้องจับตา คือ การเฟ้นหาตัวรองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่ภาคใต้ แทน "นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ" ที่เพิ่งลาออกไป

 

ที่บอกว่าต้องจับตา เพราะเป็นการชิงตำแหน่ง ระหว่าง "ชินวรณ์ บุณยเกียรติ" ส.ส.นครศรีธรรมราช 9 สมัย และ "เดชอิศม์ ขาวทอง" ส.ส.น้องใหม่ 1 สมัย จากพื้นที่สงขลา ท่ามกลางการสนับสนุนจาก คน 2 ขั้วทางความคิดในประชาธิปัตย์ คือ Tradition หรือ กลุ่มแนวคิดดั้งเดิม กับ New concept หรือ กลุ่มแนวคิดใหม่

 

 

โดยกลุ่ม Tradition ประกอบด้วย ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ และ สุทัศน์ เงินหมื่น ซึ่งล้วนเป็น ส.ส.รุ่นลายคราม และเสาหลักของพรรค พากันสนับสนุน ชินวรณ์ ให้เป็นรองหัวหน้าพรรค จากพรรษาบวกกับผลงานที่ทำให้กับพรรคมาอย่างยาวนาน  

 

ขณะที่ กลุ่มแนวคิดใหม่ หรือ New concept ประกอบด้วย เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค นราพัฒน์ แก้วทอง ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ส.ส.ตาก สนับสนุน เดชอิศม์ เพื่อป้องกันพื้นที่เขต 6 สงขลา ในศึกเลือกซ่อม รวมถึงอนาคต ซึ่งมีคู่แข่งจากพลังประชารัฐ และภูมิใจไทย ต่างก็หวังช่วงชิงพื้นที่ปลายด้ามขวานมาครอบครอง

 

 

แม้ตัว ชินวรณ์ จะมีชื่อชั้นการเมืองแก่กล้า เพราะคร่ำหวอดสนามใหญ่ตั้งแต่ปี 35 ขณะที่ เดชอิศม์ ที่เริ่มต้นจากสนามการเมืองท้องถิ่น ก่อนก้าวขึ้นมาเป็น ส.ส. ในสภาใหญ่เพียง 1 สมัย จึงทำให้ถูกจับมาเปรียบมวยถึงความเหมาะสม บวกภารกิจนำพาประชาธิปัตย์สู่ชัยชนะในเกมเลือกตั้ง

 

แต่ด้วยธรรมเนียมปฏิบัติของค่าย "พระแม่ธรณีบีบมวยผม" ที่ยังคงรักษาขนบในเรื่องลำดับพรรษา แต่เมื่อโจทย์การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา จึงเป็นเรื่องให้สมาชิกต้องกลับมาครุ่นคิดว่าจะให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมหรือแนวคิดใหม่ เข้ามามีบทบาท เพื่อทำพรรคประชาธิปัตย์ให้กลับมายิ่งใหญ่และเฟื่องฟูเฉกเช่นในอดีต

แน่นอนว่าการประชุมวันที่ 18 ธ.ค. ถือเป็น "จุดตัด" ครั้งสำคัญของประชาธิปัตย์ กับการเขย่าโครงสร้างภายในใหม่ ภายใต้การกุมบังเหียนของ "จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์" ว่าจะเลือกให้พรรคอยู่กรอบขนบเดิม หรือรีแบรนด์ใหม่ เพื่อรอรับศึกเลือกซ่อม รวมทั้งศึกเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังประชิดเข้ามาทุกขณะ

 

ต้องยอมรับว่าการปรับโฉมประชาธิปัตย์ครั้งสำคัญนี้ กับพรรคซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นสถาบันทางการเมือง ถือเป็นงานลำบากท้าทาย โดยมีอนาคตการเมืองเป็นตัวชี้วัดรออยู่