โฆษกพรรคไทยภักดีแถลงการณ์ย้ำจุดยืนเคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมคัดค้านแถลงการณ์ก้าวไกล-เพื่อไทย

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

13 พฤศจิกายน 2564 น.ส.วิลาสินี แววคุ้ม โฆษกด้านสื่อสังคมออนไลน์กิจการสตรีและกลุ่มหลากหลายทางเพศ พรรคไทยภักดี กล่าวว่า หลายพรรคการเมืองออกมาแสดงความกังวลหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในข้อหาล้มล้างการปกครองของ 3 แกนนำม็อบราษฎร จะเป็นการเพิ่มระยะห่างทางการเมืองแบบสุดขั้ว และนำไปสู่ปัญหาในอนาคตได้นั้น แต่ในฐานะคนไทย ไม่มีใครปรารถนาให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น

 

ทั้งนี้ แต่ที่ผ่านมา ทั้ง 3 แกนนำและเครือข่าย มีส่วนในการจุดประกายในการอภิปรายปลุกเร้า ให้เกิดความรุนแรงในบ้านเมือง ทำให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ อันเป็นการทำลายหลักความเสมอภาคและภราดรภาพ ผลการกระทำของทั้ง 3 คน นำไปสู่การล้มล้างการปกครอง อีกทั้ง การชุมนุมหลายครั้งมีการทำลายพระบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ การแสดงออกโดยลบแถบสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีของพระมหากษัตริย์ออกจากธงไตรรงค์ 10 ข้อเรียกร้อง ที่ทำให้สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เป็นไปตามประเพณีการปกครอง

 

"การใช้สิทธิและเสรีภาพของแกนนำทั้ง 3 เป็นการแสดงความคิดเห็นที่ไม่สุจริต เป็นการละเมิดกฎหมาย มีมูลเหตุจูงใจเพื่อล้มล้างการปกครอง ดังนั้นหลังจากมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า การกระทำใดๆ ที่มีเจตนาเพื่อทำลายหรือทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องสิ้นสลายไป ไม่ว่าจะด้วยวิธีการพูด เขียน หรือการกระทำต่างๆ เพื่อให้เกิดผลเป็นการบ่อนทำลาย ด้อยค่า หรือทำให้อ่อนแอลง ย่อมแสดงให้เห็นถึงการมีเจตนาเพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์" น.ส.วิลาสินี ระบุ   

 

 

 

ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตย่อมสามารถทำได้ ตามสิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญ 2560 หมวด 1 มาตรา 4 ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง แต่เมื่อใดการวิพากษ์วิจารณ์นั้น เป็นไปอย่างไม่สุจริต มีวาระซ่อนเร้น ปวงชนชาวไทยภายใต้รัฐธรรมนูญย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองอย่างเสมอภาค  เท่าเทียม เพื่อความเป็นภราดรภาพ และความสุขสงบของสังคม

 

ขณะที่ ผศ.พิมพ์ณัฐชยา สัจจาศิลป์ โฆษกด้านวิชาการ สื่อมวลชน และเศรษฐกิจ กล่าวว่า หากยึดตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด หมวด 1 บททั่วไป มาตรา 1 ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ มาตรา 2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้เป็น ไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 

หมวด 2 พระมหากษัตริย์  มาตรา 6 องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหา หรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ อีกทั้ง มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก และมาตรา 8 พระมหากษัตริย์ทรงดํารงตําแหน่งจอมทัพไทย การกระทำที่มีเจตนาซ่อนเร้นเพื่อล้มล้างระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงไม่ใช่เป็นการปฏิรูป การให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตรา 6 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่รับรองพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในฐานะทรงเป็นประมุขของรัฐ ที่ผู้ใดจะกล่าวหาหรือละเมิดมิได้นั้น จึงเป็นการกระทำที่มีเจตนาทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์

 

 

 

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงตามคำร้อง คำชี้แจง พยานหลักฐานต่างๆ ยุทธวิธีเปลี่ยนแปลงรูปแบบการชุมนุม วิธีการชุมนุม เปลี่ยนตัวบุคคลผู้ปราศรัย ใช้กลยุทธ์เป็นแบบไม่มีแกนนำที่ชัดเจน แต่มีรูปแบบการกระทำอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มคนที่มีแนวคิดเดียวกัน การเคลื่อนไหวของเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง มีลักษณะเป็นขบวนการที่มีเจตนาเดียวกันตั้งแต่แรก กระบวนการยุติธรรมในคดีอาญาต่างๆ ไม่ใช่การบิดเบือนเพื่อนำไปสู่ทางการเมือง

 

การไม่ยึดขนบจารีตประเพณีที่สร้างและดำรงเอกราชความเป็นชาติไทย เน้นเพียงยุคสมัย ขาดรากเหง้า และอารยธรรมของประเทศที่สืบเนื่อง การถ่ายทอดชนรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่งนั้น ขอให้ระลึกว่า ประเทศไทยมีรากเหง้าทางวัฒนธรรม จึงขอให้อย่าบิดเบือน ยัดเยียดให้อนาคตของชาติไทยไม่รักบ้านเกิดเมืองนอน ไม่ภูมิใจในความเป็นไทย ไม่เคารพบรรพชนที่พลีชีพเพื่อรักษาภัยของชาติ ดังนั้น การสร้างความแตกแยก ให้ชาวไทยที่เป็นอนาคตของชาติ เป็นศัตรูของชาติ จึงไม่ใช่สังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ แต่ผิดขนบจารีตประเพณี และล้มล้างการปกครอง อย่าด้อยค่าการยึดรัฐธรรมนูญ และจารีตประเพณีเป็นการอนุรักษ์นิยมอย่างถึงที่สุด และย้อนแย้งว่าทำลายระบอบประชาธิปไตยของปวงชนชาวไทย

 

ทั้งนี้ ตามมาตรา 50 บุคคลมีหน้าที่ พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หน้าที่ในการป้องกันประเทศ พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิ ผลประโยชน์ของชาติ และสาธารณสมบัติของแผ่นดิน รวมทั้งให้ความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หน้าที่เคารพและไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น และไม่กระทําการใดที่อาจก่อให้เกิด ความแตกแยกหรือเกลียดชังในสังคม คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ จึงไม่ใช่ฐานในทางการเมือง การเจตนาบิดเบือนการใช้กฎหมายจึงเป็นสิ่งที่วิญญูชนคนทั่วไปย่อมรู้ได้ว่าเป็นสิ่งไม่ควร อย่าแสวงหาพื้นที่ปลอดภัยทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ในการเมืองของพรรคตนเอง

 

ขณะที่ นายจักรพงศ์ กลิ่นแก้ว โฆษกด้านความเหลื่อมล้ำและความแตกแยกในสังคม และเยาวชน กล่าวว่า จากการที่พรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล ได้ออกมาแถลงการณ์ และจุดยืน หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย เกี่ยวกับการร้องในมาตรา 49 นั้น ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน จากการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะเห็นได้ชัดว่า แกนนำทั้ง 3 คนมีเจตนาเพื่อทำลาย หรือทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องหมดสิ้นสลาย

 

ขณะเดียวกัน จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ โดยเสียงข้างมากวินิจฉัยการกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1-3 นั้นเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง  และมีมติเป็นเอกฉันท์ สั่งการให้ผู้ถูกร้องที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 รวมทั้งกลุ่มองค์กร เครือข่าย ให้ยกเลิกการกระทำดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคสอง ฉะนั้นจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชัดเจนถึงการวางกรอบการปฏิบัติ และยังรวมถึงผูกพันทุกองค์กรอย่างชัดเจน เชื่อว่าอาจจะส่งผลต่อผู้ที่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังให้คิดทบทวนมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม กฎหมายมาตรา 116 ระบุว่า ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต

 

(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขู่หรือใช้กำลังประทุษร้าย

 

(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร

 

(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี

 

และกฎหมายมาตรา 112 ระบุว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี"

 

การกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้น พรรคขอย้ำจุดยืนในหลักการและเคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคัดค้านแถลงการณ์ของพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย