ขณะที่แม่น้ำโขงนั้นแทบสิ้นหวังเพราะกลายเป็นเพียงทางเดินของน้ำ คงเรียกร้องเอาความอุดมสมบูรณ์คืนไม่ได้ง่ายๆ แม้จีนจะยกเลิกเขื่อนแต่ไม่ใช่ว่าจะพลิกฟื้นกลับคืนมาได้โดยง่าย กลายเป็นประเทศที่อยู่เหนือน้ำ ใช้น้ำเป็นยุทธปัจจัยและเครื่องมือในการครอบครองเพราะมีพลังมากกว่าการรุกโดยกองทัพหรือทางทหาร ที่ผ่านมาได้ถามชาวประมงเขาบอกว่าต้องไปทำมาหากินอย่างอื่น ทั้งๆที่สมัยก่อนการหาปลาเป็นรายได้หลัก แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วจึงต้องไปรับจ้าง หากกระแสน้ำยังเป็นเช่นนี้ คือ ไม่เป็นไปตามฤดูกาล พืชหรือสัตว์ใต้น้ำก็คงหมดไป เพราะพื้นที่เพาะพันธุ์ปลาแทบไม่มีแล้ว รวมถึงมีขยะมากมาย
การสร้างศิลปะในครั้งนี้ขึ้นอยู่กับศิลปินในความรู้สึกที่เขาประทับใจคืออะไร เช่น แม่น้ำ สายลม แสงแดด หรือที่นั่งเรือไปเห็นขยะลอยมามากมายก็ได้ความรู้สึกอีกแบบ ซึ่งทำให้เป็นกังวลและสงสารแม่น้ำ แต่ส่วนใหญ่ศิลปินให้ความสนใจเรื่องความเป็นมนุษย์ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติหรือวิถีชีวิตของแม่น้ำที่หายไป เป็นภาวะที่เจ็บปวด ซึ่งการที่ศิลปินได้ลงพื้นที่ในระยะเวลาสั้นๆได้แค่สัมผัสอย่างเดียว แต่ความทุกข์และสุขเราได้รู้จักเพียงผิวเผิน
อย่างไรก็ตาม ศิลปินอยากชักจูงให้คนสนใจพื้นที่ ที่ผ่านมารัฐบาลจีนไม่ค่อยได้รับฟังเพราะคิดเพียงสร้างโครงการให้ประสบความสำเร็จ ดังนั้นเขาคงไม่อยากเห็นอะไรที่ไปขัดขวาง ขณะที่คนทำงานศิลปะครั้งนี้ก็ทำงานได้แค่ระดับหนึ่งเพื่อทำให้แม่น้ำล้านช้างกับโขงเชื่อมต่อกัน ส่วนจะขอความเห็นใจหรือความเป็นธรรมต่อจีนได้หรือไม่นั้น ยังเป็นเรื่องที่ลำบากเพราะโครงสร้างรัฐจีนไม่ได้เอื้อต่อความเป็นมนุษย์ เราสัมผัสได้เพียงสามารถยับยั้งหรือยืดเวลาออกไป แต่ในเวลเดียวกันเขาก็บริหารจัดการน้ำเรียบร้อยจนแม่น้ำโขงกลายเป็นท่อส่งน้ำไปแล้ว เช่นเดียวกับรัฐบาลส่วนใหญ่เชื่อว่าสามารถพัฒนาลุ่มน้ำโขงให้สองฝั่งมีเศรษฐกิจที่ดีรวมถึงคนจีนที่เข้ามาทำมาหากินโดยเขาคิดว่าคงเป็นเรื่องที่ดี
“แนวคิดหนึ่งคือเราพยายามทำให้เห็นว่าแม่น้ำนี้ไม่ใช่ของใครแต่เป็นของโลก ไม่ว่าแม่น้ำนั้นจะอยู่ในประเทศหรือไหลผ่านชายแดน เพราะเราต้องการให้คนเข้าใจถึงธรรมชาติ เรามีความหวังว่าเขาจะฟัง แม้จะยาก”นายชุมพล กล่าว
ด้านนายเรียน จินะราช อดีตพรานปลาบึกและผู้อาวุโสชุมชนริมแม่น้ำโขง กล่าวว่า เมื่อก่อนแม่น้ำโขงมีปลาชุกชุมมากขนาดไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไรมากก็จับปลาได้ครั้งละมาก โดยในช่วงหน้าแล้งซึ่งร้อนและไม่รู้ไปไหนก็ลงหาปลา โดยเฉพาะปลาบึกที่มีอยู่เรื่อยๆ อพยพมาจากที่อื่นโดยออกจากถ้ำและเราได้ทำพิธีขอปลาบึกตัวที่เจริญวัยเต็มที่ โดยปลาบึกออกมาในช่วงสงกรานต์ทุกๆปี โดยปู่ย่าตายายได้คิดค้นวิธีจับปลาบึก ตอนแรกใช้ฉมวกแทง แต่แทงไม่เข้าเพราะปลาบึกมีหนังหนาและลื่น จึงคิดทำแหแต่ไม่รู้เอาเส้นด้ายขนาดใหญ่มาจากไหน จึงใช้ต้นป่านมาทำเป็นเส้นและถักเป็นแห แต่ปัญหาคือต้องเป็นแหที่มีขนาดใหญ่และตากว้างซึ่งต้องใช้พลังมหาศาลเพราะปลาบึกตัวใหญ่จึงต้องดึงกันไปมา และปลาบึกก็ฉลาดขึ้น ในที่สุดเราต้องพัฒนาเป็นตาข่ายที่มีขนาดใหญ่ยาว 30 วาโดยทำจากปอเช่นกัน จนระยะหลังราวๆปี 2530 จึงเปลี่ยนเป็นไนล่อนซึ่งต้องซื้อที่หลวงพระบาง เพราะว่ากรุงเทพฯไปลำบากกว่า
นายเรียน กล่าวว่า ในอดีตเชื่อว่าปลาบึกว่ายไปวางไข่ที่ทะเลสาบต้าหลี้ในจีน แต่พอมีเขื่อนกั้นปลาบึกจึงไม่รู้ไปวางไข่ที่ไหน โดยปลาบึกตัวเมียทุกตัวที่จับได้จะมีไข่ซึ่งแต่ละตัวมีไข่ 60-70 กิโลกรัม แต่การฝังเป็นตัวและเติบใหญ่มีน้อยเพราะมีศัตรูในธรรมชาติมาก และวิธีวางไข่คือการปล่อยไหลไปกับน้ำ โดยตั้งแต่เด็กจนถึงขณะนี้ตนไม่เคยเห็นปลาบึกตัวน้อยในแม่น้ำโขง ส่วนใหญ่หนักกว่า 100 กิโลกรัมขึ้นไป
“ผมเชื่อว่าปลาบึกยังไม่หมดไปจากแม่น้ำโขง แต่ไม่ได้อพยพขึ้นมาเหมือนในอดีต กลายเป็นปลาประจำถิ่น ความเจริญของบ้านเมืองไปทำลายธรรมชาติ ทำอย่างไรให้การพัฒนาคิดถึงธรรมชาติด้วย สาเหตุหลักที่ปลาบึกหายไปคือการสร้างเขื่อนปิดกั้นเส้นทางน้ำ การเดินเรือเพื่อการพาณิชย์ ”นายเรียน กล่าว
โดย ณัฐวัตร ลาพิงค์ / เชียงราย