พรรคก้าวไกลตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจศึกษาข้อมูลและติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด มอบ "สุรเชษฐ์"เป็นประธานฯ ดึงส.ส. และว่าที่ผู้สมัครฯ รุ่นใหม่ร่วมทีม หวังให้ข้อมูลจำเป็นต่อประชาชนในยามเจอวิกฤตทับซ้อน

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

29 กันยายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคก้าวไกล ได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจติดตามสถานการณ์น้ำท่วม โดยมีนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส. บัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรค เป็นประธานพร้อมด้วยทีมคนรุ่นใหม่ เช่น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส. เขตบางแค นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขตสะพานสูง และนายนิธิกร บุญยกุลเจริญ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตบางบอน ร่วมทีมทำงาน

 

ทั้งนี้ โดยหน้าที่หลัก คือ ติดตามและประมวลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วมทั้งหมด และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนเป็นระยะ เพื่อให้ประชาชนสามารถประเมินสถานการณ์ วางแผนการรับมือสถานการณ์น้ำท่วม รวมถึงการอพยพออกจากพื้นที่ประสบภัย

 

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคก้าวไกล

นอกจากนี้ คณะทำงานชุดดังกล่าวจะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ว่าสามารถตอบสนองต่อความเดือดร้อนของประชาชนได้ทันท่วงที และมีประสิทธิภาพหรือไม่ ขณะเดียวกัน ก็จะประสานผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมกันเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อไป

 

สำหรับการตั้งคณะทำงานชุดนี้ เกิดจากอิทธิพลของร่องมรสุม และพายุโซนร้อน "เตี้ยนหมู่" ส่งผลให้เกิดฝนตกและเกิดน้ำท่วมหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคกลางตอนเหนือ และภาคอีสาน ทำให้ประชาชนเกิดความกังวล และต้องการข้อมูลจำเป็นสำหรับการเตรียมตัวรับมือกับภัยธรรมชาติ ที่มาซ้ำเติมจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

 

ก้าวไกลตั้ง"สุรเชษฐ์"นั่งทีมติดตามน้ำท่วมพร้อมช่วยเหลือปชช.

 

แต่รัฐบาลกลับไม่สามารถประมวลข้อมูลออกมาให้ประชาชนเข้าใจถึงสถานการณ์ รวมถึงไม่สามารถจัดการกับปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นคณะทำงานประเมินว่า ในขณะนี้เข้าสู่ช่วงท้ายของฤดูฝนแล้ว สถานการณ์น้ำท่วมจะไม่รุนแรงเหมือนปี 2564 อย่างแน่นอน เนื่องจากปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ยังมีปริมาณน้อย ไม่ใช่การเร่งระบายมวลน้ำเหนือจนเกิดการบ่าเข้าท่วม แต่จะเป็นลักษณะการเอ่อท่วมบางพื้นที่ตามลักษณะภูมิประเทศหรือพื้นที่ริมแม่น้ำลำคลอง กทม.และปริมณฑล อาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

 

ขณะเดียวกัน ยังต้องจับตาสถานการณ์น้ำทั่วประเทศอย่างใกล้ชิดว่า จะมีพายุเข้ามาอีกในช่วงต้นเดือนต.ค.หรือไม่ เพื่อวางแนวทางการจัดการน้ำอย่างรอบคอบให้จัดการน้ำท่วมขังได้ และเตรียมการเยียวยาและฟื้นฟูให้ประชาชน ขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรระบายน้ำออกไปจนไม่เหลือ เพราะจากปริมาณน้ำในเขื่อนที่มีน้อยทำให้มีแนวโน้มที่จะเกิดภัยแล้งและน้ำเค็มหนุนสูงในปีหน้า