ย้อนกลับไปว่าชัยภูมิมีเขื่อนและอ่างเก็บน้ำจำนวนมาก แต่เรายังจัดการปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งไม่ได้สักปี คำถามคือการจัดการที่ผ่านมายังตอบโจทย์การแก้ปัญหาหรือไม่ และเขื่อน อ่างกักเก็บน้ำทั้งหลาย เป็นวิธีการจัดการที่ล้าหลังไปแล้วหรือไม่
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ยังได้วิเคราะห์ถึงทางแก้ที่รอบด้านและยั่งยืนร่วมกับมาทำงานว่า หากจะจัดการไม่ให้ “ยามแล้ง ต้องขนน้ำมาให้คน ยามท่วม ต้องขนคนหนีน้ำ” ต้องวางแผนการจัดการน้ำใหม่ทั้งระบบ เช่นการจัดการผังเมือง เพราะผังเมืองในปัจจุบันคือการสร้างเพื่อขวางทางไหลของน้ำ และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้น้ำท่วมในทุกปีอีกด้วย รวมไปถึงต้องดูแลพี่น้องประชาชน 3 ระยะ คือ 1.ระยะก่อนน้ำท่วม ต้องมีการขุดลอกคูคลองให้น้ำระบายออกได้ไวที่สุด 2.ระยะระหว่างน้ำท่วม ประชาชนจะต้องได้รับอาหาร น้ำ ของอำนวยความสะดวกอย่างรวดเร็วและทันที 3.ระยะหลังน้ำท่วม ต้องมีการเยียวยาความเสียหายให้กับพื้นที่ทางที่อยู่อาศัยพื้นที่ทางการเกษตรกรรมให้คลอบคลุม ซึ่งเรื่องนี้พรรคก้าวไกลเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ มองยังรอบด้าน และต้องการการมีส่วนร่วมของประชาชน
นอกจากนี้หัวหน้าพรรคก้าวไกลยังตั้งข้อสังเกตเรื่องเรื่องงบประมาณการจัดการน้ำท่วม ของจังหวัดชัยภูมิจังหวัดเดียว ปีล่าสุดกว่า 3,000 ล้านบาท อยากให้พี่น้องประชาชนช่วยกันจับตาการใช้เงินตรงนี้ให้มากที่สุดว่าได้ถูกใช้ไปเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างครบระบบและรอบด้านหรือไม่ และทำไมยังมีพี่น้องประชาชนที่ขาดแคลนอาหารและน้ำในช่วงเวลาที่ต้องการมากที่สุดแบบนี้ หัวหน้าพรรคของเราได้ฝากส่งกำลังใจให้พี่น้องน้ำท่วมในจังหวัดชัยภูมิของเรา และฝากย้ำว่า “..หากทิม พิธา ได้เป็นนายกรัฐมนตรีปัญหาน้ำแบบนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน..”
โดย - ศูนย์อีสาน