ทั้งนี้เพื่อจะดูความปลอดภัย ดูระดับภูมิคุ้มกัน ต่อส่วนหนามและส่วนที่ไม่ใช่หนาม ใช้ชื่อว่าแซม (SAM : Self Amplifying mRNA) เป็นวัคซีนรุ่นสอง (Second generation) ที่พร้อมจะรับมือไวรัสกลายพันธุ์ได้ดียิ่งขึ้น
โดยหลักการก็คือ วัคซีนนี้เป็นกลุ่มของ mRNA ซึ่งจะใช้ทั้งส่วนหนามและส่วนที่ไม่ใช่หนามประกอบกัน ซึ่งในส่วนที่ไม่ใช่หนามนี้ (Nucleocapsid protein) จะมีการ เปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการกลายพันธุ์ค่อนข้างน้อย และไม่บ่อยนัก จึงทำให้วัคซีนที่คิดค้นขึ้นใหม่ จะสามารถมีระดับภูมิคุ้มกันที่สูงอยู่ได้นาน และรับมือกับไวรัสกลายพันธุ์ได้ค่อนข้างดี
วัคซีนนี้จะกระตุ้นทั้งส่วนที่เป็นทีเซลล์ (T-cell : CD8+ T-cell) และส่วนที่เป็นระดับภูมิคุ้มกัน (NAb : Neutralizing Antibody)
CEO ( A.Allen) ของบริษัท Gritstone ได้แถลงว่า ทางบริษัทได้ทำการวิจัยพัฒนาในขั้นพรีคลินิก (Pre-clinical) เรียบร้อยแล้ว และจะตีพิมพ์เผยแพร่ผลการศึกษาวิจัยร่วมกับ NIH ปลายปีนี้
ส่วนการทดลองในมนุษย์ ซึ่งเริ่มกับมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ของอังกฤษ คาดว่าเมื่อได้วัคซีนใหม่ จะสามารถลดปริมาณการฉีด ลดจำนวนครั้งการฉีด แต่ได้ระดับภูมิคุ้มกันที่สูงอยู่นาน และมีความกว้างขวางในการรับมือกับไวรัสกลายพันธุ์ได้หลากหลายสายพันธุ์มากขึ้น
นอกจากนี้ สามารถนำมาใช้ฉีดเป็นเข็มสาม หรือเข็มกระตุ้น ซึ่งคาดว่าจะดีกว่านำวัคซีนรุ่นที่หนึ่ง มาฉีดเป็นเข็มกระตุ้น อย่างที่กำลังใช้อยู่ในปัจจุบัน คงจะต้องติดตามและให้กำลังใจ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ดังกล่าวต่อไป ที่จะพัฒนาวัคซีนตัวใหม่นี้ (SAM หรือ Multivariant Vaccine) ซึ่งต้องถือว่าอยู่ในเฟสหนึ่งของมนุษย์แล้ว คงใช้เวลาอีกพอสมควร ที่จะต้องผ่านเฟสสอง เฟสสาม และอนุมัติใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน
คาดว่าในปีหน้า ก็คงจะได้ใช้วัคซีนรุ่นที่สอง ซึ่งเป็นวัคซีนที่จะรับมือไวรัสกลายพันธุ์ได้ดีขึ้น คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด
ขอบคุณข้อมูลและภาพ : ร้อยแปดพันเก้ากับหมอเฉลิมชัย