กรมการค้าต่างประเทศเผยภาพรวมการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี FTA และ GSP 7 เดือนแรกโต 36.23%

16 กันยายน 2564 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยการใช้สิทธิประโยชน์สำหรับการส่งออกภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) และภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) ระหว่างเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2564 มีมูลค่า 46,394.36 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ ร้อยละ 77.30 แบ่งเป็นมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) 44,178.04 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) 2,216.32 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ โดยภาพรวม การใช้สิทธิประโยชน์ฯ ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2564 เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.23

ผู้ส่งออกแห่ใช้สิทธิพิเศษการค้าพุ่ง 36%
การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงทางการค้าเสรี (FTA) 7 เดือนแรกของปี 2564 มีมูลค่า 44,178.04 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 36.30 มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ ร้อยละ 78.17 โดยตลาดที่ไทยส่งออกโดยมีมูลค่าการใช้สิทธิฯ ภายใต้ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) อาเซียน (มูลค่า 15,409.35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) 2) จีน (มูลค่า 14,773.87 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) 3) ออสเตรเลีย (มูลค่า 4,893.99 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) 4) ญี่ปุ่น (มูลค่า 4,072.09 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) และ 5) อินเดีย (มูลค่า 2,645.32 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) สำหรับกรอบความตกลงการค้าเสรีที่มีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) ไทย-เปรู (ร้อยละ 100) 2) อาเซียน-จีน (ร้อยละ 93.84) 3) ไทย-ญี่ปุ่น (ร้อยละ 79.12) 4) อาเซียน-เกาหลี (ร้อยละ 72.51) และ 5) ไทย-ชิลี (ร้อยละ 70.67)

การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือ GSP ทั้ง 4 ระบบ สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซียและเครือรัฐเอกราช และนอร์เวย์ 7 เดือนแรกของปี 2564 มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ 2,216.32 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 34.98 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และมีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ ร้อยละ 63.30 ตลาดส่งออกที่ไทยมีมูลค่าการใช้สิทธิฯ มากที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ 1,973.21 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 43.16 และมีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ ร้อยละ 66.30 อันดับสองคือ สวิตเซอร์แลนด์ มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ 153.91 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 9.56 และมีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ ร้อยละ 38.78 อันดับสามคือ รัสเซียและเครือรัฐเอกราช มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ 79.83 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 5.68 และมีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ ร้อยละ 70.88 และนอร์เวย์ มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ 9.37 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.40 และมีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ ร้อยละ 59.97 สำหรับสินค้าส่งออกที่มีการใช้สิทธิฯ สูง อาทิ มะพร้าวปรุงแต่ง ซอสปรุงรส น้ำ/เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ อาหารปรุงแต่ง สับปะรดกระป๋อง กระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ เนื้อปลาแบบฟิลเล สด แช่เย็น แช่แข็ง ข้าวที่สีบ้างแล้วหรือสีทั้งหมด ของผสมของสารที่มีกลิ่นหอมชนิดที่ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอาหารหรือเครื่องดื่ม
ผู้ส่งออกแห่ใช้สิทธิพิเศษการค้าพุ่ง 36%

ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2564 ไทยมีการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าเพื่อส่งออกภายใต้กรอบ FTA ต่าง ๆ เพิ่มขึ้น โดยเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับทิศทางการส่งออก อาทิ ไทย-เปรู (เพิ่มขึ้นร้อยละ 132.51) อาเซียน-อินเดีย (เพิ่มขึ้นร้อยละ 55.72) อาเซียน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 42.70) อาเซียน-จีน (เพิ่มขึ้น 32.47) เป็นต้น และหลายตลาดเริ่มกลับมาฟื้นตัวหลังจากหดตัวต่อเนื่อง ได้แก่ ไทย-อินเดีย (เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.91) และ อาเซียน-ญี่ปุ่น (เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.89) สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ สูง ประกอบไปด้วยสินค้าหลากหลาย ทั้งสินค้าอุตสาหกรรม อาหาร/เครื่องดื่ม และเกษตร อาทิ แผ่นและแถบทำด้วยอะลูมิเนียม (อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์) เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำหรือชุบด้วยเงิน (อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์) เครื่องปรับอากาศ (อาเซียน) ทุเรียนสด (อาเซียน-จีน) ผลไม้ เช่น ฝรั่ง มะม่วง มังคุด (อาเซียน-จีน) โพลิไวนิลคลอไรด์ (อาเซียน-อินเดีย) ปลาซาร์ดีนปรุงแต่ง (อาเซียน-ญี่ปุ่น) เครื่องซักผ้าเกิน 10 ก.ก. (อาเซียน-เกาหลี) ถุงมือยาง (ไทย-ชิลี) เครื่องแต่งกายและของที่ใช้ประกอบกับเครื่องแต่งกาย (ไทย-เปรู) เป็นต้น