แน่นอนว่าอนาคตทางการเมืองของ “นายกฯลุงตู่” ต้องมีการประเมินทิศทางกันเป็นระยะๆ ทั้งจากฝ่ายความมั่นคงเอง และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงที่ทำงานให้รัฐบาลอยู่

ข้อมูลที่ "ข่าวข้นคนข่าว" ได้มาจากผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงที่ทำงานให้รัฐบาล สรุปจุดอ่อนไหวของรัฐบาลและอนาคตทางการเมืองของนายกฯ เอาไว้แบบนี้

 

1.การตัดสินใจปลดผู้กองธรรมนัส มีผลกระทบกับรัฐบาลมากพอสมควร โดยเฉพาะในเรื่องสนับสนุนในสภาฯ โดยเฉพาะการผ่านกฎหมายสำคัญ และ "กฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน"

 

2.หากยุบสภาฯเร็ว โดยไม่แก้เกมการเมืองในช่วงนี้เลย โอกาสชนะเลือกตั้งกลับมาเป็นรัฐบาลอีกรอบ เป็นไปได้ยากมาก

 

3.นายกฯต้องยื้อเวลาของรัฐบาลชุดนี้ให้นานที่สุด เพื่อปรับโครงสร้างพรรคพลังประชารัฐ พรรคใหม่ที่อาจตั้งขึ้นมา และสร้างความได้เปรียบทางการเมืองจากการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น โดยมี "ดีล" กับบางพรรคการเมือง เพื่อจับมือกันตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง หากทำไม่ได้ ก็ยุบสภาฯไม่ได้ หรือไม่ควรไปต่อ

4.ต้องสร้างหลักประกันว่า แม้อำนาจรัฐเปลี่ยนมือ ก็จะไม่ใช่ "ฝ่ายตรงข้าม" ที่สนับสนุน "คนแดนไกล" เข้ามามีอำนาจ

 

5.ต่อเนื่องจาก ข้อ 4 ถ้าไม่มีความแน่นอนเรื่อง "อำนาจรัฐเปลี่ยนมือ" แล้วอำนาจไปตกอยู่กับฝ่ายตรงข้าม นายกฯอาจไม่มีทางเลือก คือ ต้องสู้ต่อ หรือจะมีทางเลือกอื่นที่คาดเดาไม่ได้ ประเภท "มือที่มองไม่เห็น" มาทำให้การเมืองพลิกไปอีกทาง

สัญญาณ"ใน-นอก" พปชร. เร่งกระแสเลือกตั้ง

 

ทั้งหมดนี้คือสัญญาณจากนายกฯ และการประเมินของฝ่ายความมั่นคงเอง แต่หากดูสัญญาณจากทั้งในพรรคพลังประชารัฐ และนอกพรรค จะพบว่า

 

-บิ๊กป้อมยังเฉย ยังนั่งเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และยังเป็นศูนย์กลางของแกนนำกลุ่มต่างๆ ในพรรคแบบ "ตัวจริงเสียงจริง" ฉะนั้นการเข้าไปรื้อโครงสร้างพรรคของนายกฯ ย่อมไม่ง่าย

 

-สำรวจท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ทยอย "ขับงูเห่า" พ้นพรรค แสดงว่าแต่ละพรรคไม่สนใจเสียงสนับสนุนในสภาฯ แล้ว คล้ายเป็นช่วงปลายอายุของสภา ใกล้เลือกตั้งเต็มที จึงไม่ต้องสนว่ามีเสียงอยู่เท่าไหร่ ขับคนที่อยู่ด้วยกันไม่ได้ ให้พ้นพรรคออกไป จะได้เตรียมการเลือกตั้งอย่างสะดวก ไม่มีไส้ศึก

 

-กติกาเลือกตั้ง มีสั่งกันทางลับจาก "สายตรงนายกฯ"” แล้วว่า ต้องกลับมาใช้ "บัตรใบเดียว" ให้ได้ ถ้าส่งศาลรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ ก็ต้องเล่นกลในกฎหมายลูก ซึ่งขณะนี้เริ่มมีสัญญาณแล้วว่าจะไม่ใช้สูตรคำนวณตามรัฐธรรมนูญปี 40