"ยุทธพงศ์" เตรียมชำแหละนายกรัฐมนตรี ปมกองทัพเรือซื้อเรือ ถาม "บิ๊กตู่" งบประมาณที่มีควรจัดหา "วัคซีน" หรือ "อาวุธ" ก่อน ท้าลูกประดู่หากข้อมูลไม่จริง ฟ้องกลับได้เลย

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวถึงโครงการจัดซื้อเรืออเนกประสงค์ยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่สนับสนุนการปฏิบัติการเรือดำน้ำ ของกองทัพเรือ มูลค่า 6,200 ล้านบาท ซึ่งเรือที่ดำเนินการจัดซื้อกลับเป็นเรือเปล่าไม่มีอาวุธ จึงอยากตั้งคำถามว่าถ้าหากเป็นเช่นนี้ จะทำการจัดซื้อมาเพื่ออะไร เปลืองบประมาณหรือไม่

 

อีกทั้ง ทางกองทัพเรือยังได้ทำหนังสือที่ลงนาม โดยพล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ถึงรององค์กรบริหารงานของรัฐด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน นายสู จ้าน ปิน เพื่อขอให้ช่วยติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกในการรบให้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เป็นการจัดซื้อที่ขาดแผนงาน แต่คำนึงถึงประโยชน์ที่ไปซื้อเรือเท่านั้น และที่เสียหายมากที่สุด คือ การไปร้องขอให้ติดตั้งระบบอำนวยการรบ ระบบอาวุธต่างๆให้ เป็นการทำเสื่อมเสียเกียรติภูมิชาติเป็นอย่างมาก

 

นอกจากนี้ มีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณโครงการจากการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ตรวจการณ์ มาเป็นโครงการดังกล่าว และยังมีการตั้งของบประมาณเพิ่มเติม จนเกิดความไม่โปร่งใส พร้อมเชื่อมโยงว่าโครงการดังกล่าว มี "บิ๊กโต้ง" พล.ร.อ.ธีรวุฒิ กาญจนะ เสนาธิการกองทัพเรือ ที่กำลังจะได้รับการแต่งตั้งเป็น ผบ.ทร. เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

 

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลทั้งหมด ส่วนตัวจึงขอตั้งคำถามว่า การจัดซื้อเรือครั้งนี้ เป็นการจัดซื้อแบบจีทูจีปลอมด้วยหรือไม่ เพราะการจัดซื้อระบบจีทูจี รัฐบาลไทยต้องไปขอความอนุเคราะห์จากรัฐบาลจีน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการตอบรับจากจีนเลย 

 

"แสดงให้เห็นถึงความไม่โปร่งใส ส่อไปในทางทุจริตในการจัดซื้ออาวุธ ซึ่งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เพียงต้องการผลาญงบประมาณ และแสวงหาผลประโยชน์จากการจัดซื้ออาวุธท่ามกลางวิกฤติโควิด แต่ไม่มีงบมาจัดซื้อวัคซีนดีๆ ให้ประชาชนชาวไทย และถามพล.อ.ประยุทธ์ว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ควรเลือกอะไร ระหว่างประชาชนหรืออาวุธ และขอท้าหากข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง ให้กองทัพเรือฟ้องร้องได้เลย ผมไม่กลัว" นายยุทธพงศ์ กล่าว

 


 

รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยืนยันว่า ไม่มีการขายข้อสอบ แต่เรื่องในการอภิปรายข้อมูลค่อนข้างเยอะ ประกอบกับเวลาในการอภิปรายนั้นไม่เพียงพอ จึงต้องทำความเข้าใจกับประชาชนก่อน และย้ำว่าข้อมูลในการอภิปรายเอาผิด มีเยอะ และไม่กลัวถูกฟ้องกลับ อีกทั้ง ไม่ห่วงคะแนนเสียงจากการโหวตไว้วางใจ จะเป็นอย่างไร ขอให้รอดูข้อมูลอภิปราย แล้วให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน