“พิชัย” เตือน “ประยุทธ์” ต้องแก้ปัญหาจริง อย่าผักชีโรยหน้า เพราะกลัวอภิปรายไม่ไว้วางใจ ชี้ เสื่อมหมดทุกด้านเพราะผู้นำทำผิด โดยเฉพาะ 6 ด้านเศรษฐกิจ แนะ เตรียมรับมือการอภิปรายเพราะ “เพื่อไทย” จัดหนักแน่

วันนี้ (30 ส.ค.64) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ  5 รัฐมนตรี ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม ถึง 3 กันยายน ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของประชาชนอย่างมาก โดยคาดหวังว่าฝ่ายค้านจะนำความล้มเหลวทุกด้าน รวมถึงปัญหาการทุจริตคอรัปชันมาเปิดเผยให้ประชาชนได้รับรู้ และพลเอกประยุทธ์  ก็น่าจะทราบดีว่า ตนเองบริหารล้มเหลวแบบแตะตรงไหนก็เละ ดังนั้นจึงได้มีความพยายามจะแก้ปัญหาแบบจัดฉาก หรือ ผักชีโรยหน้า คือทำแบบสร้างภาพโดยไม่ได้แก้ปัญหาอย่างแท้จริง และใช้ประชาสัมพันธ์แบบโบราณล้าหลัง หวังจะหลอกประชาชนให้หลงเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นการปลดล็อกดาวน์ทั้งที่ยังมีผู้ติดเชื้ออยู่เป็นจำนวนมากประมาณวันละ 16,000 -20,000 คน และมีผู้เสียชีวิต 200-300 คนทุกวัน

 

ในขณะที่ตอนประกาศล็อกดาวน์ผู้ติดเชื้อเพียงวันละประมาณ  8 -9 พันคน และเสียชีวิตวันละ 70-80 คน เท่านั้น ซึ่งสถานการณ์ยังไม่ได้ดีกว่าตอนประกาศล็อกดาวน์เลย จึงเป็นคำถามว่าที่ประกาศปลดล็อกดาวน์เพราะกำลังจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจใช่หรือไม่ เป็นแค่ผักชีโรยหน้า ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาได้จริงๆ เพราะสถานการณ์ไม่ได้ดีขึ้นจริงแต่อย่างไร การล็อกดาวน์แต่แรกไม่มีแผนงานที่เป็นระบบรองรับทำให้ยิ่งล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัด เศรษฐกิจเสียหายอย่างมาก นอกจากนี้การที่ปลดล็อกดาวน์โดยไม่มีแบบแผนอย่างเป็นระบบรองรับก็เช่นกัน เพราะวัคซีนคุณภาพยังไม่ได้กระจายการฉีดเพียงพอที่จะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เหมือนประเทศอื่นใช้เป็นข้อกำหนดในการที่จะปลดล็อกดาวน์ ซึ่งหากมีผู้ติดเชื้อไวรัสเพิ่มสูงขึ้นอีกพลเอกประยุทธ์ จะสั่งล็อกดาวน์อีกครั้งหรือไม่ การเปิดๆ ปิดๆ หรือที่เรียกว่า “โรคลักปิดลักเปิด” นี้ จะยิ่งทำลายความเชื่อมั่นและจะทำความเสียหายทางเศรษฐกิจให้เพิ่มมากขึ้น

การบริหารจัดการวัคซีนที่ล้มเหลวก็เช่นกัน สถานการณ์ยังไม่ได้ดีขึ้น ปริมาณวัคซีนยังขาดแคลนอย่างมาก พลเอกประยุทธ์ พยายามเอาเรื่องเก่ามาขายฝันว่าจะฉีดได้ 100 ล้านโดสภายในสิ้นปี แต่ยังไม่เห็นวัคซีนที่เข้ามาจริงมีแต่ราคาคุย เห็นมีแต่การจัดซื้อวัคซีนซิโนแวคอีก 12 ล้านโดส ที่ประชาชนด่ากันทั้งเมือง เพราะข้อมูลที่ปรากฏทั่วโลกว่า วัคซีนซิโนแวคไม่สามารถป้องกันไวรัสสายพันธุ์เดลต้าได้ ส่วนวัคซีนไฟเซอร์ที่บอกว่าสั่ง 30 ล้านโดส ก็เพิ่งจะสั่งไปไม่นาน ไม่แน่ใจว่าจะเข้ามาจริงได้เมื่อไหร่ เพราะสหรัฐประกาศฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้กับประชาชนทั้งประเทศแล้ว ดังนั้นความต้องการวัคซีนคุณภาพจะเพิ่มขึ้นอีกมาก และประเทศไทยเองก็ต้องคิดถึงวัคซีนเข็ม 3 ล่วงหน้ากันได้แล้วเหมือนกัน ในขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยมีการฉีดวัคซีนเข็ม 1 ได้กันเพียง 34.45 % และ ฉีด 2 เข็ม เพียง 11.01 % ดังนั้น จึงอยากให้มีวัคซีนที่เข้ามาจริง และวัคซีนเต็มแขนจริง ไม่ใช่วัคซีนทิพย์ที่มีแต่ราคาคุยเพื่อไว้แก้ตัวในสภาฯ ตอนถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเท่านั้น อีกทั้งประชาชนจำนวนมาก ยังเชื่อว่าจะต้องมีการทุจริตคอรัปชันในการจัดซื้อวัคซีน และชุดตรวจ ATK ซึ่งไม่น่าจะมีเหตุผลอื่นในการบริหารจัดการที่ล้มเหลวแบบสิ้นคิด นอกจากจะต้องมีการทุจริตคอรัปชันหรือไม่ก็ต้องขาดสมองขาดสติสัมปชัญญะกันอย่างมากถึงทำได้เละเทะขนาดนี้

ส่วนความล้มเหลวเรื่องตำรวจที่มีการพูดกันมาก เพราะ พลเอกประยุทธ์ รับผิดชอบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้วยคดีผู้กำกับโจ้ สร้างความสั่นสะเทือนให้กับความเชื่อถือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างมาก คลิปการใช้ถุงคลุมหัวผู้ต้องหาจนเสียชีวิตกระจายไปทั่วโลก พร้อมกับคลิปที่ตำรวจใช้ความรุนแรงจัดการกับผู้ชุมนุม ทั้งการยิงกระสุนยางระยะกระชั้นชิด และยิงแก๊สน้ำตา ยิ่งตอกย้ำความเสื่อมถอยของตำรวจไทย และการปล่อยให้ผู้กำกับโจ้ แถลงข่าวแก้ตัวหลังจากถูกจับกุมยิ่งตอกย้ำความเสื่อมทราม ขนาดสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยยังต้องออกมาท้วงติงความถูกต้องทางกฎหมาย

 

เรื่องการคลุมหัวนี้หากจำกันได้ พลเอกประยุทธ์ ใช้วิธีการนี้ในการคลุมหัวตัวแทนของพรรคการเมืองโดยเฉพาะรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยหลายท่าน ที่ไปร่วมประชุมที่สโมสรกองทัพบก ตามคำเชิญของกองทัพ แต่ พลเอกประยุทธ์ กลับประกาศปฏิวัติและใส่กุญแจมือพร้อมคลุมหัวตัวแทนพรรคเพื่อไทยเพื่อนำไปกักตัว และต่อมาอีกปีกว่า ตนเองก็ถูกทหารนำถุงดำคลุมหัวเพื่อนำไปกักตัว 7 วันและถูกคลุมหัวกลับ ในการปรับทัศนคติครั้งที่ 7 เพราะเตือนว่าเศรษฐกิจจะพัง แล้วเศรษฐกิจก็พังจริงๆ และปีที่แล้วยังมีครูถูกศาลตัดสินให้จำคุกโดยไม่รอลงอาญาเพราะนำถุงดำไปคลุมหัวเด็กนักเรียนเพื่อทำโทษ จนกระทั่งมาถึงคดีผู้กำกับโจ้นี้ ซึ่งแสดงให้เห็นพฤติกรรมของผู้นำที่ทำเป็นแบบอย่างของการกระทำผิดๆ ให้มีการกระทำตาม

 

ในปัญหาความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ ที่ประชาชนเดือดร้อนกันอย่างมาก และจะเป็นสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลง พลเอกประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจกลับไม่มีแนวทางแก้ไข อีกทั้งทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลก็เงียบหายไปกันหมด เหมือนปล่อยประเทศและประชาชนให้เป็นไปตามยถากรรม พอถูกคณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยทักท้วง พลเอกประยุทธ์ ก็ได้ให้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาพูด 6 แนวทางของรัฐบาล ซึ่งเป็นการตอกย้ำจุดอ่อนและความล้มเหลว ของพลเอกประยุทธ์ให้เห็นชัดขึ้น ดังนี้

 

1. เรื่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียม ซึ่งเป็นความล้มเหลวของ พลเอกประยุทธ์ ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยเคยอยู่ที่อันดับที่สิบกว่าก่อนการปฏิวัติ และขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ใน 2 ปีหลังการปฏิวัติ และขึ้นมาอันดับ 1 ในอีก 2 ปีถัดมา โดยธนาคารโลกแถลงว่า ช่วงปี 2558-2561 ประเทศไทยไทยมีคนจนเพิ่มขึ้นเกือบ 2 ล้านคน หลังจากวิกฤตไวรัสโควิด คนจนยังได้เพิ่มขึ้นอีกหลายล้านคน ในขณะที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำมาตลอด 7 ปี แต่อภิมหาเศรษฐีของไทยกลับรวยเพิ่มขึ้นคนละหลายแสนล้านบาท จนติดอันดับนิตยสารฟอร์ปกันจำนวนมาก อีกทั้งนโยบายการแจกเงินที่เข้าบัญชีให้ใช้ผ่านแอปไม่แจกเป็นเงินสด ทำให้เงินเข้าไปใช้ในธุรกิจของเจ้าสัวจำนวนมาก ผู้ประกอบการรายย่อยแทบไม่ได้ประโยชน์เลย ซึ่งปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้ยังอธิบายได้อีกมาก

 

2. สร้างความต่อเนื่องของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน นายอาคมคงจะลืมไปว่า ในขณะที่นายอาคม ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายอาคม ได้ตัดสินใจสร้างรถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน ไว้เพียง 3.5 กิโลเมตรเท่านั้น ใช้เวลาสร้างนานถึง 2 ปี 6 เดือน ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย แล้วจะต่อเนื่องอย่างไร นอกจากนี้ การลงทุนในพื้นที่ภาคตะวันออกหรือ EEC ก็ไม่ประสบความสำเร็จ การลงทุนจากต่างประเทศน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก เพราะรูปแบบการลงทุนของโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว นอกจากนี้โครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษายิ่งล้มเหลวหนัก อันดับคุณภาพการศึกษาของไทยอยู่ลำดับท้ายๆในอาเซียน การเรียนการสอนในช่วงโควิดยังได้สะท้อนความล้มเหลวทางการศึกษาของไทยให้มากขึ้น รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่ไม่สามารถรองรับการศึกษาได้ ยังไม่ต้องพูดถึงการค้าและการลงทุนในด้านดิจิทัล และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส) แต่ละคนเข้ามาเพื่อทำแต่เรื่องจับเฟกนิวส์แต่ไม่ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเลย

 

3. ลดภาวะเรือนกระจกและหาวิธีแก้ไขปัญหาภาวะภูมิอากาศแปรปรวน ยังไม่เห็นแนวทางด้านนี้เลย ประเทศไทยมีการผลิตไฟฟ้าเกินความต้องการใช้ถึง 40-50 % อีกทั้ง ล่าสุด CNN รายงานว่า ภาวะโลกร้อนได้รับผลกระทบจากก๊าซมีเทน ที่มาจากภาคการเกษตร ดังนั้นรัฐบาลจะต้องพิจารณาหาทางแก้ไขปรับปรุงขั้นตอนทางการเกษตรเพื่อลดก๊าซมีเทนเพื่อลดภาวะโลกร้อน

 

4. สร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการแข่งขัน อยากให้ พลเอกประยุทธ์ และนายอาคม ได้บอกว่า อุตสาหกรรมของไทยในปัจจุบันที่มีศักยภาพในการแข่งขันมีอะไรบ้าง ในเมื่อรถยนต์ที่ไทยผลิตอยู่เป็นรถยนต์ประเภทสันดาปภายใน ที่กำลังจะถูกทดแทนด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ก็ย้ายฐานไปประเทศเวียดนามกันเกือบหมดแล้ว การลงทุนจากต่างประเทศของไทยที่หดหายตลอด 7 ปีที่ผ่านมา เพราะไม่มีความมั่นใจในพลเอกประยุทธ์ ใช่หรือไม่

 

5. ส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อันนี้ก็เช่นกัน อะไรคืออุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย ตลอด 7 ปีไทยไม่ได้มีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หรือยูนิคอร์นเลย พลเอกประยุทธ์ พูดถึงไทยแลนด์ 4.0 ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ แต่เหมือนท่องมา เพราะไม่มีการพัฒนาและ ไม่เกิดผลที่จับต้องได้จริง

 

6. สร้างความเข้มแข็งและความสามารถการแข่งขันสำหรับธุรกิจรายย่อย (SMEs)  อยากให้ พลเอกประยุทธ์ และนายอาคม ไปตรวจสอบดูว่าตลอด 7 ปีที่ผ่านมา มีบริษัท SMEs เจ๊งและต้องปิดตัวไปเป็นจำนวนเท่าไหร่ ยิ่งช่วงวิกฤตโควิด ธุรกิจ SMEs ยิ่งขาดทุนและต้องปิดกิจการกันอีกเป็นจำนวนมาก รัฐบาลยังไม่มีแนวทางช่วยเหลือ SMEs อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องซอฟท์โลน การลดหนี้ ลดดอกเบี้ย การยืดชำระหนี้ ฯลฯ โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพิ่งจะออกมาพูดเรื่องนี้ ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะผลในการปฏิบัติจะเป็นอย่างไร

 

ความล้มเหลวทั้งการควบคุมโควิด ความล้มเหลวทางการบริหารจัดการวัคซีน ความล้มเหลวทางการบริหารเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรง ไม่สามารถจะแก้ไขได้ด้วยการแก้ตัวหรือการประชาสัมพันธ์ เพราะประชาชนถูกหลอกมามากแล้ว ดังนั้น พลเอกประยุทธ์ และคณะจะต้องเตรียมรับการอภิปรายจากพรรคเพื่อไทยที่จัดหนักอย่างแน่นอน โดยพรรคเพื่อไทยเชื่อว่าหลังจากการอภิปรายไม่ว่าผลโหวตจะออกมาอย่างไร ประชาชนจะได้รับข้อมูลความล้มเหลว การทุจริตคอรัปชัน ซึ่งจะทำให้ หมดความน่าเชื่อถือ พลเอกประยุทธ์ จะหมดสภาพในการที่จะบริหารประเทศนี้อีกต่อไป และควรจะออกไปได้เลย