เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE : เดิมพันครั้งใหญ่! สิงคโปร์ยอม "แจกเงิน" จ้างคนอ่านหนังสือ สู้ศึกภาวะสมองเสื่อมถอย

17 ก.ย. 2569 | NATESAIY

ARTICLE : เดิมพันครั้งใหญ่! สิงคโปร์ยอม "แจกเงิน" จ้างคนอ่านหนังสือ สู้ศึกภาวะสมองเสื่อมถอย

ถ้าพูดถึงประเทศสิงคโปร์ ในสายตาคนทั้งโลกคงมองว่าเป็นมหาอำนาจด้านการศึกษาที่ครองอันดับหนึ่งในการสอบ PISA มาโดยตลอด แต่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ รัฐบาลกำลังแอบกังวลกับ "วิกฤตสมาธิสั้น" ครั้งใหม่ จนต้องขนแคมเปญแจกเงินมาจ้างคนให้หันมากดโทรศัพท์น้อยลง แล้วดึงสติกลับคืนมาจากอัลกอริทึม!

เมื่อคนในประเทศเริ่มติดการไถฟีดไปวันๆ จนเกิดภาวะ "Brain Rot" หรือสมองเสื่อมถอยเพราะเสพแต่คอนเทนต์ขยะ นี่จึงเป็นที่มาของโครงการ ReadSG ที่ดูเหมือนทำเล่นๆ แต่จริงๆ แล้วคือการวางเดิมพันกับคุณภาพประชากรครั้งสำคัญ

การที่รัฐบาลยอม "จ่ายเงิน" ให้คนยอมนั่งอ่านหนังสือแค่วันละ 15 นาที เพื่อดึงสมาธิที่เสียไปตลอดวันกลับมา ไม่ใช่แค่เรื่องส่งเสริมการอ่านทั่วไปแล้ว แต่เป็นยุทธศาสตร์กู้วิกฤตทรัพยากรมนุษย์ของชาติเลยทีเดียว
 


🔵 [15 นาทีที่มีค่ามากกว่าเศษเงิน]


กลไกของ ReadSG ถูกออกแบบให้เหมือนเล่นเกม (Gamification) โดยเน้นแทรกเข้าไปใน "เวลาว่างเล็กๆ น้อยๆ" ของชีวิตประจำวัน เช่น ตอนนั่งรถไฟ MRT สัก 3 สถานี หรือยืนรอรถเมล์ โดยมีเงื่อนไขง่ายๆ คือ ต้องอ่านหนังสือให้ครบ 15 นาทีถึงจะบันทึกผลได้ และสะสมแต้มได้แค่ "วันละ 1 ครั้ง" เท่านั้น

อ่านครบ 15 นาทีจะได้ 20 เหรียญในเกม แต่ต้องสะสมให้ได้ครบ 1,000 เหรียญ ถึงจะแลกเงินจริงได้ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 25-30 บาท) นั่นหมายความว่า คุณต้องอ่านต่อเนื่องกันถึง 50 วัน ถึงจะได้เงินแค่ 1 ดอลลาร์ ในประเทศที่ค่าครองชีพแพงติดอันดับโลก!

ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นความเก๋าเกมของรัฐบาล เพราะเงิน 1 ดอลลาร์ไม่ได้เยอะเลย แต่มันคือเทคนิคสะกิดพฤติกรรม (Psychological Nudge) เพื่อดึงให้สมองกลับมาฝึกจดจ่อกับเนื้อหาลึกซึ้งได้อีกครั้ง โดยไม่ได้ใช้เงินเป็นตัวล่อหลัก

🔵 [ศึกระหว่างการอ่านแบบจดจ่อ vs อ่านแบบผ่านตา]


Melissa Tam ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ (NLB) มองว่า ทุกวันนี้คนเราไม่ได้เลิกอ่านหนังสือ แต่เราอ่านกันแบบ "ฉิวเฉียด" ผ่านคลิปสั้นหรือโพสต์สั้นๆ ซึ่งได้แค่ข้อมูลดิบๆ แต่ไม่ได้ฝึกสมาธิ การอ่านเนื้อหายาวๆ (Long-form) ต่างหากที่จะช่วยสร้างวิเคราะห์และจินตนาการซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในยุคนี้

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเพิ่มลูกเล่นด้วยการตั้งชื่อ "รสชาติของการอ่าน" ตามขนมท้องถิ่น 4 ชนิด เช่น Kueh Lapis หรือ Ang Ku Kueh มาแทนประเภทหนังสือ เพื่อเชื่อมเอกลักษณ์ของชาติเข้ากับนิสัยการอ่าน ทำให้เรื่องที่ดูน่าเบื่อกลายเป็นเรื่องน่าสนุกและเข้าถึงง่ายสำหรับคนทั่วไป


🔵 [เมื่อระบบสอบทำลายความรื่นรมย์]


อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ก็กำลังพยายามแก้ปัญหาที่ระบบการศึกษาของตัวเองสร้างขึ้นมา! Isaac Neo ผู้ก่อตั้งชมรมหนังสือชี้ว่า เด็กสิงคโปร์ส่วนใหญ่พอขึ้นมัธยมก็เลิกอ่านหนังสือกันหมด เพราะต้องเจอแรงกดดันจากการสอบอย่างหนัก จากที่เคยอ่านเพื่อความสนุก ก็กลายเป็นอ่านเพื่อเอาตัวรอดในการสอบแทน

นี่คือความย้อนแย้งที่น่าเศร้า เมื่อรัฐบาลที่เน้นการแข่งขันจนทำลายความสุขในการอ่าน ต้องหันมาจ่ายเงินเพื่อ "ซื้อ" นิสัยรักการอ่านกลับมา ซึ่งนักจิตวิทยาอย่าง Charissa Ng ได้เตือนไว้ว่า การใช้เงินจูงใจอาจเป็นดาบสองคมที่ทำลายความรักในการอ่านอย่างแท้จริงไปเลยก็ได้ หากวันหนึ่งไม่มีรางวัลให้อีกต่อไป

🔵 [เป้าหมายที่แท้จริงเบื้องหลังแต้มสะสม]


เบื้องหลังแต้มสะสมอันน้อยนิด คือแผนการใหญ่ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนในสังคม รัฐบาลไม่ได้มองแค่การเปลี่ยนคนคนเดียว แต่เป็นการปรับพฤติกรรมคนทั้งชาติ โดยตั้งเป้าดึงคนมาร่วมโครงการให้ได้ 150,000 คน เพื่อสะสมเวลาอ่านรวมกันให้ถึง 7.5 ล้านนาที ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นเงินบริจาคเพื่อการกุศลสูงถึง 150,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราวๆ 4 ล้านบาท)

เวลา 15 นาทีถือเป็น "จุดเริ่มต้นที่กำลังดี" สำหรับการสร้างนิสัยใหม่ โดยหวังว่าเมื่อผ่านช่วงโครงการไปแล้ว การอ่านจะกลายเป็น "นิสัยติดตัว" ของคนในชาติจริงๆ ไม่ใช่แค่ทำเพื่อสะสมแต้มแลกเงิน
 


🔵 [สมองของพลเมือง คือทรัพยากรเดียวที่มี]


ในโลกยุคใหม่ สิงคโปร์รู้ดีว่าทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญที่สุดที่มีก็คือ "ปัญญาของคนในชาติ" การสร้างพลเมืองที่คิดเป็น วิเคราะห์ได้ และไม่หลงไปกับสมาธิสั้น จึงเป็นเรื่องความเป็นความตายของประเทศในยุคที่โดนดึงดูดด้วยหน้าจอ

การแจกเงินให้อ่านหนังสือจึงไม่ใช่เรื่องตลก แต่เป็นการทดลองทางสังคมครั้งใหญ่ เพื่อรักษาคุณภาพประชากรเอาไว้ และเป็นการยืนยันว่า สิงคโปร์พร้อมทำทุกทางเพื่อไม่ให้คนของตัวเองแพ้พ่ายในสงครามแย่งชิงสมาธินี้!

ขอบคุณข้อมูล : BBC , independent , thefinancialcoconut

ข่าวล่าสุด