เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : Data Center สมองของโลกดิจิทัล แต่เมืองต้องจ่ายอะไรเพื่อให้มันทำงาน?

02 ก.ย. 2569 | NATESAIY

STORY : Data Center สมองของโลกดิจิทัล แต่เมืองต้องจ่ายอะไรเพื่อให้มันทำงาน?

ทุกครั้งที่เราใช้ Cloud ส่งไฟล์ เปิดแอป โอนเงิน หรือคุยกับ AI ข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้ลอยอยู่ใน “อากาศ” เบื้องหลังคืออาคารที่เต็มไปด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ ระบบเครือข่าย และระบบสำรองจำนวนมาก สิ่งนั้นคือ Data Center หรือศูนย์ข้อมูล

มันทำหน้าที่เหมือน “สมอง” ของโลกดิจิทัล ทั้งเก็บข้อมูล ประมวลผล และเชื่อมต่อบริการที่ผู้คนทั่วโลกใช้อยู่ทุกวัน ยิ่งโลกใช้ AI และ Cloud มากขึ้น Data Center ก็ยิ่งกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญขึ้นตามไปด้วย

แต่มีอีกด้านหนึ่งที่ต้องพูดถึงพร้อมกัน เพราะ Data Center ไม่ได้ใช้แค่ “ข้อมูล” มันยังใช้ ไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และระบบสาธารณูปโภคจริง ๆ นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศทั่วโลก แม้ต้องการ Data Center แต่ก็เริ่มตั้งคำถามเหมือนกันว่า ควรสร้างมากแค่ไหน ตั้งตรงไหน และเมืองต้องรับภาระอะไรบ้าง


🔵 [Data Center ยิ่งมาก ยิ่งสะท้อนอำนาจของโลกดิจิทัล]


ตามรายงาน AI Index  ที่เผยแพร่โดยสถาบันปัญญาประดิษฐ์ ที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford Institute for Human-Centered Artificial Intelligence) เมื่อปี 2569 ระบุว่า สหรัฐอเมริกามี Data Center มากที่สุดในโลกที่ 5,381 แห่ง ทิ้งห่างประเทศอื่นอย่างชัดเจน ตามมาด้วย เยอรมนี 521 แห่ง สหราชอาณาจักร 514 แห่ง  จีน 499 แห่ง แคนาดา 336 แห่ง ฝรั่งเศส 315 แห่งออสเตรเลีย 307 แห่ง เนเธอร์แลนด์ 297 แห่ง รัสเซีย 251 แห่ง และญี่ปุ่น 219 แห่ง

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า Data Center ไม่ได้เป็นเพียงอาคารไอที แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “อำนาจด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ของแต่ละประเทศ

รายงาน AI Index ของ Stanford HAI ยังชี้ในทิศทางเดียวกันว่า ความจุ การกระจายตัวทางภูมิศาสตร์ และห่วงโซ่อุปทานของโครงสร้างพื้นฐาน ล้วนมีผลต่อว่า AI แบบใดจะถูกสร้างขึ้นได้ และจะถูกสร้างขึ้นที่ไหน พูดง่าย ๆ คือ ใครมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมกว่า ก็มีโอกาสสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลได้เร็วกว่า
แต่ “ความพร้อม” ไม่ได้มีแค่จำนวนอาคาร


🔵 [ทำไมบางประเทศเลือกไม่สร้าง Data Center กลางเมืองใหญ่?]


จีนเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ พื้นที่อย่างกุ้ยอัน ในมณฑลกุ้ยโจว ถูกเลือกให้พัฒนาโครงการ Big Data เพราะมีทั้งภูมิประเทศแบบภูเขาและแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ แทนที่จะกระจุกตัวอยู่ในเมืองขนาดใหญ่อย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ หรือกวางตุ้ง

เหตุผลสำคัญคือ หากนำ Data Center ขนาดใหญ่มาไว้ในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น ย่อมเพิ่มการแข่งขันในการใช้ไฟฟ้า น้ำ และพื้นที่

อีกด้านหนึ่ง สหรัฐฯ ก็มีกรณีที่มอง Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์และความมั่นคง ตัวอย่างในรัฐยูทาห์ มีการเลือกพื้นที่ขนาดใหญ่ ใกล้พื้นที่ทางทหาร และมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานรองรับ สองกรณีนี้สะท้อนสิ่งเดียวกันว่า สถานที่ตั้ง Data Center ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะภูมิศาสตร์ แหล่งพลังงาน น้ำ ที่ดิน และความมั่นคง ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจ



🔵 [แต่บางประเทศเริ่มเจอคำถามว่า “ใหญ่เกินไปหรือยัง?”]


อีกด้านของการเติบโต คือผลกระทบต่อเมืองและระบบพลังงาน หลายประเทศเริ่มชะลอหรือจำกัด Data Center รูปแบบใหม่ เมื่อพบว่าความต้องการไฟฟ้า น้ำ และพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

สิงคโปร์เคยระงับการก่อสร้าง Data Center ชั่วคราวตั้งแต่ปี 2562 เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ พลังงาน และการปล่อยคาร์บอน ก่อนกลับมาเปิดภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้นเรื่องประสิทธิภาพพลังงานและพลังงานสะอาด
.
เกาหลีใต้มีข้อจำกัดเกี่ยวกับการตั้ง Data Center ในเมืองหลวงและพื้นที่ประชากรหนาแน่น จากความกังวลเรื่องการใช้ไฟฟ้า
.
ขณะที่ไอร์แลนด์มีกรณีที่ Data Center ใช้ไฟฟ้าในสัดส่วนสูงถึงประมาณ 1 ใน 4 ของการใช้ไฟทั้งประเทศ
ยุโรปเองก็มีหลายเมืองที่เริ่มกังวลเรื่อง “แย่งไฟ-แย่งน้ำ” รวมถึงความเสี่ยงที่จะทำให้เป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนทำได้ยากขึ้น
.
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่า Data Center คือ “ผู้ร้าย” แต่มันกำลังบอกว่า เมื่อ Data Center โตถึงระดับหนึ่ง ผลกระทบก็ต้องถูกบริหารในระดับเมืองและระดับประเทศ
.
🔵 [ไม่ใช่ Data Center ทุกแห่งจะใหญ่เท่ากัน]
คำว่า Data Center ครอบคลุมตั้งแต่ระบบขนาดเล็ก ไปจนถึงศูนย์ข้อมูลระดับ Hyperscale ที่ใช้โดยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ บริษัทคอร์ไซท์ (CoreSite Realty Corporation) ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล Data Center แบบไม่ขึ้นกับผู้ให้บริการรายใด และเป็นผู้ให้บริการพื้นที่รับฝากวางระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย รายใหญ่ในสหรัฐอเมริกาแบ่งขนาดไว้ 4 ระดับ


🔸 Micro / Edge ขนาดเล็ก อยู่ใกล้ผู้ใช้งาน ใช้ไฟต่ำกว่า 100 กิโลวัตต์
🔸 Enterprise / Small-to-Medium ระดับองค์กร ใช้เซิร์ฟเวอร์หลักร้อยถึงพันเครื่อง กำลังไฟตั้งแต่ 100 กิโลวัตต์ไปจนถึงระดับเมกะวัตต์
🔸 Large / Colocation ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ให้หลายบริษัทเช่าพื้นที่ ใช้ไฟประมาณ 10–50 เมกะวัตต์
และ
🔸 Hyperscale ศูนย์ข้อมูลขนาดมหึมา มีเซิร์ฟเวอร์หลายพันถึงหลายหมื่นเครื่อง และอาจใช้ไฟมากกว่า 50 เมกะวัตต์
นั่นหมายความว่า เวลาเราพูดว่า “Data Center ใช้ไฟเยอะ” ต้องถามต่อด้วยว่า Data Center ขนาดไหน? เพราะผลกระทบของแต่ละระดับไม่เท่ากัน


🔵 [ทำไม Data Center ถึงต้องการไฟที่ “ไม่ดับ”]


หัวใจของ Data Center ไม่ได้มีแค่พลังงานจำนวนมาก แต่ต้องเป็นพลังงานที่ เสถียร เพราะระบบบางประเภท เช่น Cloud การเงิน หรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ไม่สามารถหยุดให้บริการได้ง่าย ๆ

มาตรฐาน Tier ที่ "โปรเอ็น" (PROEN Datacenter) ศูนย์บริการข้อมูลอินเทอร์เน็ต และ Data Center มาตรฐานระดับโลกอ้างถึง จึงแบ่งระดับความพร้อมใช้งานตั้งแต่ Tier 1 ไปจนถึง Tier 4 ยิ่งระดับสูง ระบบสำรองก็ยิ่งซับซ้อนขึ้น

Tier 3 สามารถซ่อมบำรุงบางส่วนได้โดยระบบหลักยังทำงานต่อ ส่วน Tier 4 ถูกออกแบบให้ทนต่อความผิดพลาด และมีระบบสำรองซ้อนกันมากกว่าเดิม พูดอีกแบบคือ Data Center ไม่ได้ต้องการเพียงไฟจำนวนมาก แต่ต้องการไฟที่เชื่อถือได้ตลอดเวลา และตรงนี้เองที่ทำให้เรื่อง “พลังงานสะอาดที่เสถียร” กลายเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของประเทศที่ต้องการดึงการลงทุน Data Center
 


🔵 [นักลงทุนไม่ได้ถามแค่ว่า “ประเทศนี้มีไฟไหม?”]


ข้อมูลจาก World Bank ระบุ 4 ปัจจัยสำคัญต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน Cloud และ Data Infrastructure ได้แก่

  • พลังงานที่มีความมั่นคง เชื่อถือได้ และราคาเหมาะสม
  • การเชื่อมต่อบรอดแบนด์ที่ยืดหยุ่น
  • ภูมิศาสตร์และการเข้าถึงที่ดินที่เอื้ออำนวย
  • สภาพแวดล้อมทางการเมืองและธุรกิจที่มั่นคง

 

จึงเห็นได้ว่า การดึง Data Center เข้ามา ไม่ใช่แค่เสนอพื้นที่ราคาถูกหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ต้องตอบคำถามหลายชั้นพร้อมกัน ไฟพอไหม?  น้ำพอไหม? โครงข่ายอินเทอร์เน็ตพร้อมหรือไม่? พื้นที่ตั้งเหมาะสมแค่ไหน? และ กฎระเบียบจะทำให้การลงทุนเดินหน้าได้โดยไม่กระทบชุมชนหรือไม่?



🔵 [โจทย์ของไทย จึงไม่ใช่แค่ “ต้องมี Data Center”]


หากประเทศไทยกำลังเดินหน้าดึงการลงทุน Data Center สิ่งที่บทเรียนจากต่างประเทศบอกเรา อาจไม่ใช่ว่า “อย่าสร้าง” แต่คือ อย่าสร้างโดยมองเพียงด้านการลงทุน เพราะ Data Center มีทั้งด้านที่ช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้เศรษฐกิจดิจิทัล Cloud การเงิน และ AI

ขณะเดียวกัน ก็มีต้นทุนด้านพื้นที่ ไฟฟ้า น้ำ และสิ่งแวดล้อม ประเทศที่เดินหน้าได้ดีจึงไม่ได้คิดเพียงว่า
จะสร้าง Data Center กี่แห่ง แต่คิดต่อว่า ควรตั้งตรงไหน ใช้พลังงานแบบใด จะป้องกันการแย่งทรัพยากรกับประชาชนอย่างไร และ จะทำอย่างไรให้การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่กลายเป็นภาระของเมืองในระยะยาว

เพราะท้ายที่สุด Data Center อาจเป็น “สมอง” ของโลกดิจิทัล แต่สมองนั้นก็ยังต้องกินไฟ ต้องใช้น้ำ ต้องใช้พื้นที่ และต้องอยู่ร่วมกับคนในโลกจริง โจทย์ของประเทศไทยจึงอาจไม่ใช่แค่ “เราพร้อมมี Data Center หรือยัง?”

แต่อาจเป็น “เราพร้อมออกแบบเมืองและระบบพลังงานให้ Data Center เติบโต โดยไม่แย่งทรัพยากรจากคนอื่นแล้วหรือยัง?”

แล้วถ้าไทยต้องเลือกระหว่าง “ดึง Data Center ให้เร็ว” กับ “วางกติกาให้พร้อมก่อน” คุณคิดว่าอะไรควรมาก่อน?

ข่าวล่าสุด