สืบสวนความจริง! "ถอดรหัสป่วนใต้" รัฐพลาดตรงไหน? เป้าหมายอาจไม่ใช่แค่ "ก่อเหตุ"
02 ก.ย. 2569 | natthanan_chu

สืบสวนความจริง! "ถอดรหัสป่วนใต้" รัฐพลาดตรงไหน? เป้าหมายอาจไม่ใช่แค่ "ก่อเหตุ" ก่อนคืนวันที่ 22 สิงหาคม ฝ่ายความมั่นคงรู้อะไรบ้าง?
ข่าว
02 ก.ย. 2569 | natthanan_chu

สืบสวนความจริง! "ถอดรหัสป่วนใต้" รัฐพลาดตรงไหน? เป้าหมายอาจไม่ใช่แค่ "ก่อเหตุ" ก่อนคืนวันที่ 22 สิงหาคม ฝ่ายความมั่นคงรู้อะไรบ้าง?
KEY
POINTS
2 กันยายน 2569 กล้องวงจรปิด 2 ตัว อาจดูเป็นเพียงวัตถุพยานชิ้นเล็ก ๆ ท่ามกลางเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลายสิบจุดในจังหวัดชายแดนภาคใต้
แต่กล้อง 2 ตัวนี้ มีข้อมูลว่าถูกขโมยไปในวันที่ 22 สิงหาคม คืนเดียวกับที่หลายพื้นที่เผชิญเหตุรุนแรงในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ก่อนที่เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย จะติดตามพบกล้องทั้ง 2 ตัวบริเวณสี่แยกบ้านปาเร๊ะรูโป๊ะ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส และเชิญตัวชายรายหนึ่งมาให้ข้อมูล นี่จึงอาจเป็นหนึ่งในร่องรอยที่เจ้าหน้าที่กำลังใช้ต่อภาพว่า ใครเป็นผู้ลงมือ ใครเตรียมการ และเหตุที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ มีจุดเชื่อมโยงถึงกันหรือไม่ แต่การแกะรอยครั้งนี้มีอีกด้านที่ต้องตรวจสอบไม่ต่างกัน หากปฏิบัติการจำนวนมากต้องอาศัยการเตรียมการล่วงหน้า
เหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงตำบลเดียวหรืออำเภอเดียว แต่กระจายออกไปในหลายพื้นที่ เป้าหมายมีทั้งระบบสาธารณูปโภค กล้องวงจรปิด ทรัพย์สิน และจุดที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัย รูปแบบและช่วงเวลาของเหตุจึงทำให้ฝ่ายความมั่นคงต้องตรวจสอบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเหตุย่อยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน หรือเป็นปฏิบัติการที่มีการประสานกัน
เพราะยิ่งจำนวนจุดมากเท่าไร การเตรียมการยิ่งเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบ ตั้งแต่คนที่ลงมือ คนที่ดูต้นทาง การเลือกเป้าหมาย การเตรียมอุปกรณ์ ไปจนถึงเส้นทางเข้าและออกจากพื้นที่
คำถามคือ หลังตรวจสอบเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว พบจุดร่วมอะไรที่ทำให้เชื่อว่าแต่ละพื้นที่มีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ ?
หากย้อนกลับไปก่อนคืนวันที่ 22 สิงหาคม ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นกระจายหลายพื้นที่ในเวลาใกล้เคียงกัน ต้องผ่านการเตรียมการมากแค่ไหน เพราะเหตุลักษณะนี้ไม่ได้เริ่มต้นในนาทีที่ลงมือ แต่ก่อนหน้านั้นอาจต้องมีทั้งการเลือกเป้าหมาย สำรวจพื้นที่ เตรียมคน รวมถึงวางเส้นทางหลบหนี และหากแต่ละจุดเชื่อมโยงกันจริง ก็ยิ่งสะท้อนถึงการประสานงานบางระดับ จึงน่าจับตาว่าการเตรียมการทั้งหมดนี้ สามารถเกิดขึ้นโดยไม่ทิ้งสัญญาณให้ฝ่ายข่าวตรวจพบเลยจริงหรือ
นี่คือจุดที่การตรวจสอบเปลี่ยนจากการตามหาคนก่อเหตุ มาสู่การตรวจสอบระบบป้องกันเหตุ เพราะงานข่าวกรองไม่ได้มีหน้าที่เพียงรู้ว่าใครอยู่ในเครือข่าย แต่ต้องประเมินศักยภาพและความเคลื่อนไหว ก่อนส่งข้อมูลให้หน่วยในพื้นที่ป้องกันได้ทัน หลังเกิดเหตุฝ่ายความมั่นคงเร่งปรับมาตรการทันที พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ได้เรียกประชุมวาระพิเศษผู้บังคับหน่วยระดับกองร้อยในพื้นที่ เพื่อยกระดับมาตรการรับมือเหตุรุนแรง แต่สิ่งที่ต้องย้อนตรวจสอบคือ มาตรการที่ต้องเร่งเพิ่มหลังวันที่ 22 สิงหาคม สะท้อนช่องว่างอะไรที่มีอยู่ก่อนเกิดเหตุ
ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงประเมินว่า เบื้องหลังเหตุการณ์ช่วงวันที่ 22 ถึง 24 สิงหาคม ไม่ได้ต้องการสร้างความเสียหายเพียงอย่างเดียว กอ.รมน. ให้ข้อมูลว่า BRN ต้องการแสดงศักยภาพ และหวังผลทางการเมือง หนึ่งในนั้นคือการลดทอนความน่าเชื่อถือของรัฐ หากการประเมินนี้ถูกต้อง จำนวนจุดอาจไม่ใช่เป้าหมายสำคัญเท่ากับการแสดงให้เห็นว่าเหตุสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายพื้นที่ ซึ่งกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นว่ารัฐยังควบคุมสถานการณ์ได้มากน้อยเพียงใด และเมื่อฝ่ายความมั่นคงประเมินว่าเป้าหมายหนึ่งคือการลดทอนความน่าเชื่อถือของรัฐ ก็ยิ่งต้องย้อนดูว่าช่องว่างใดเปิดโอกาสให้ฝ่ายก่อเหตุสร้างผลสะเทือนเช่นนี้ได้
เหตุการณ์ครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการถ่ายโอนภารกิจความมั่นคง จากยุทธศาสตร์เดิมที่มุ่งลดการใช้กฎหมายพิเศษ ลดบทบาททหาร และเพิ่มบทบาทตำรวจและฝ่ายปกครอง สู่แนวทางถ่ายโอนเมื่อพร้อม แต่เหตุวันที่ 22 สิงหาคม ทำให้คำว่า “พร้อม” ต้องถูกทบทวนอีกครั้ง เพราะความพร้อมอาจวัดไม่ได้เพียงจากจำนวนเหตุที่ลดลง แต่ต้องรวมถึงศักยภาพของตำรวจและฝ่ายปกครอง ระบบข่าวกรอง กำลังคน และเทคโนโลยี ว่าเพียงพอรับมือเหตุพร้อมกันหลายพื้นที่ และควบคุมสถานการณ์ได้โดยไม่ต้องดึงกำลังทหารกลับมาหรือไม่
แต่หากมองไกลกว่าคืนวันที่ 22 สิงหาคม การแก้ปัญหาชายแดนใต้อาจไม่จบเพียงการเพิ่มกำลังหรือติดกล้องให้มากขึ้น เพราะแม้จับผู้ก่อเหตุได้ หากเงื่อนไขที่นำคนรุ่นใหม่เข้าสู่ความขัดแย้งยังคงอยู่ วงจรเดิมก็อาจเกิดขึ้นซ้ำ พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร ซึ่งทำงานในพื้นที่มายาวนาน มองว่าโจทย์จึงไม่ได้มีเพียง BRN หรือรูปแบบการปกครอง แต่ยังมีสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างรัฐกับประชาชน
เหตุการณ์ 22 สิงหาคม จึงนำไปสู่อีกหนึ่งโจทย์สำคัญ หากความรุนแรงถูกใช้เพื่อแสดงศักยภาพและสร้างอำนาจต่อรอง รัฐควรตอบสนองอย่างไร ระหว่างยิ่งก่อเหตุ ยิ่งปิดประตูเจรจา กับแยกให้ชัดระหว่างการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ก่อเหตุ และการเปิดพื้นที่เพื่อหาทางออกทางการเมือง การไม่ยอมให้ความรุนแรงกลายเป็นเครื่องมือต่อรองเป็นหลักการหนึ่ง แต่ในอีกด้าน การสร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน และการมีพื้นที่พูดคุยเพื่อหาทางออก ก็ยังเป็นอีกกลไกที่ถูกเสนอให้เดินควบคู่กัน เพราะเป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่เพียงทำให้เหตุการณ์ลดลงชั่วคราว แต่คือการทำให้เงื่อนไขที่นำไปสู่ความรุนแรงลดลงด้วย
จากกล้องวงจรปิด 2 ตัวที่ถูกขโมยไปจนถึงเหตุหลายสิบจุดในคืนเดียว เจ้าหน้าที่ยังต้องแกะรอยจากวัตถุพยานไปถึงผู้ลงมือ ผู้วางแผน และผู้สั่งการ ขณะเดียวกันรัฐก็ต้องย้อนกลับมาตรวจสอบตัวเองว่า ก่อนคืนวันที่ 22 สิงหาคม ระบบเห็นอะไร รู้อะไร และพลาดตรงไหน เพราะการจับผู้ก่อเหตุคือการคลี่คลายสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวาน แต่การรู้ว่า “รัฐพลาดตรงไหน” จะช่วยป้องกันไม่ให้เหตุเดิมเกิดขึ้นอีกในวันพรุ่งนี้
โชฏิมา จันทร์คง "สืบสวนความจริง" NationTV22