🔵 [แล้วประเทศไทยได้อะไร?]
อีกด้านหนึ่ง เงินจากค่าธรรมเนียมจะถูกนำเข้าสู่กองทุนเพื่อใช้กับการพัฒนาการท่องเที่ยวในหลายมิติ
ทั้ง พัฒนาและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาบุคลากร สนับสนุนงานศึกษาวิจัย
ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว รวมถึง ประกันภัยและความปลอดภัยด้านสุขภาพของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
แนวคิดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของการท่องเที่ยวไทย
ในช่วงก่อนโควิด-19 ประเทศไทยเคยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ 40 ล้านคนต่อปี พร้อมกับปัญหาความแออัดและแรงกดดันต่อแหล่งท่องเที่ยว ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
หลังวิกฤตผ่านไป จำนวนผู้เดินทางค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับมา ขณะที่นโยบายท่องเที่ยวไทยเริ่มพูดมากขึ้นถึงคำว่า “การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” และความยั่งยืน
โจทย์จึงไม่ได้อยู่เพียงว่าจะทำอย่างไรให้คนมาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น แต่อาจรวมถึง จะทำอย่างไรให้รายได้จากการท่องเที่ยวส่วนหนึ่งกลับไปดูแลสถานที่ที่นักท่องเที่ยวใช้ด้วย
🔵 [ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยว ไม่ใช่เรื่องที่มีเฉพาะประเทศไทย]
การเรียกเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย ข้อมูลที่ใช้ประกอ แนวทางดังกล่าวระบุว่า ปัจจุบันมีมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ที่จัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อนำกลับไปใช้กับการพัฒนาพื้นที่และฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว
หลักคิดสำคัญคือ ผู้ที่เข้ามาใช้ทรัพยากร มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อการดูแลทรัพยากรนั้น แต่แน่นอนว่าแต่ละประเทศมีรูปแบบ ราคา และกลไกในการจัดเก็บแตกต่างกัน สิ่งที่ประเทศไทยต้องตอบให้ได้จึงไม่ใช่เพียงว่า “ประเทศอื่นก็เก็บ” แต่คือ รูปแบบที่เหมาะกับประเทศไทยควรเป็นอย่างไร
🔵 [ถ้ามีเงินก้อนใหญ่เข้ากองทุน ใครจะตรวจสอบ?]
นี่อาจเป็นอีกคำถามสำคัญไม่แพ้ตัวเลข 450 บาท เพราะเมื่อเงินจากนักท่องเที่ยวจำนวนมากถูกรวมเข้าสู่กองทุน สิ่งที่ตามมาคือเรื่องของ ธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ในการหารือกับภาคเอกชน สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ ATTA ประเมินว่า หากมีการจัดเก็บตามแนวทางดังกล่าว กองทุนอาจมีเม็ดเงินระดับประมาณ 10,000 ล้านบาท และเสนอให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการรับรู้เกี่ยวกับการบริหารค่าใช้จ่ายของกองทุน
ขณะเดียวกันยังมีข้อเสนอให้การบริหารเงินมีความโปร่งใสและเปิดเผยต่อสาธารณะมากขึ้น เพื่อให้เงินถูกนำไปใช้เกิดประโยชน์กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างแท้จริง นั่นทำให้เรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงความสัมพันธ์ระหว่าง รัฐและนักท่องเที่ยว แต่อาจมีอีกฝ่ายที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ประชาชนและภาคธุรกิจที่ต้องเห็นว่าเงินถูกใช้ไปกับอะไร
🔵 [ตอนนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย]
สิ่งสำคัญคือ แนวทางนี้ยังอยู่ในกระบวนการ เปิดรับฟังความคิดเห็น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเปิดให้ประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างประกาศตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม ถึงวันที่ 28 กันยายน 2569 เมื่อกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเสร็จสิ้น ผลทั้งหมดจะต้องถูกนำกลับไปเสนอคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติพิจารณาอีกครั้ง ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติและประกาศใช้ต่อไป นั่นหมายความว่า 450 บาทในวันนี้ยังเป็น “ข้อเสนอที่กำลังถูกออกแบบ” ไม่ใช่สิ่งที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องจ่ายแล้ว
และนี่อาจเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการตั้งคำถาม ไม่ใช่เพียง “เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย?” แต่คือ ถ้าประเทศไทยจะมีค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจริง ระบบที่ดีควรหน้าตาอย่างไร นักท่องเที่ยวควรได้รับความคุ้มครองแค่ไหน? เงินควรกลับไปพัฒนาพื้นที่ใดก่อน? ภาคธุรกิจควรมีส่วนร่วมในการบริหารหรือไม่? และจะตรวจสอบได้อย่างไรว่า 450 บาทที่ถูกเก็บจากนักท่องเที่ยว กลับไปสร้างคุณค่าให้การท่องเที่ยวไทยจริง
แล้วคุณล่ะ 450 บาทแบบไหน ถึงจะ “คุ้ม” ทั้งกับนักท่องเที่ยวและประเทศไทยที่สุด?