นายบวรศักดิ์ ยังเห็นว่า การเลือกตั้งปี 2562 ที่เกิดขึ้นตามคณะกรรมการ กกต.หลังรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็เกิดปัญหาข้อครหาเอื้อประโยชน์พรรคพลังประชารัฐ และมีการแจกใบส้มให้ผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย แต่ กกต.แพ้คดีในศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง รวมถึงยังเกิดปัญหาจุดเริ่มต้นการฮั้ว สว. ซึ่ง กกต.ชุดนี้ ได้ตั้งอนุกรรมการไต่สวนฮั้ว สว. ที่มีความเห็นควรส่งฟ้องแล้ว จน กกต.มีการตั้งคณะอนุกรรมการอีกชุด และมีความเห็นไม่ส่งฟ้อง โดยไม่ได้ดูอดีต
สำหรับ กกต.ชุดปัจจุบัน จากผลการวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่บ่งชี้ว่า ความเชื่อมั่นตกต่ำ เพราะประชาชนคาดหวังเรื่องหนึ่ง แต่ผลงานมาอีกเรื่องหนึ่ง รวมถึงความเชื่อมั่นต่อนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภา รวมถึงพรรคการเมือง ก็ลดลง
ดังนั้น จึงมาถึงทางออก ซึ่งตนไม่ชอบคำว่า ''ปฏิรูป'' เพราะเป็นของปลอมก็ได้ แต่ตนชอบคำว่า ''อภิวัฒน์'' ที่จะต้องทำให้พัฒนาไปในทางดี ตั้งแต่การได้มาซึ่งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หลังการเลือกตั้ง ที่ไม่ควรใช้เวลานาน ซึ่งถ้าตนเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ได้ จะกำหนดให้จัดการเลือกตั้งภายใน 30 วัน นับแต่มีการยุบสภา ซึ่ง กกต.ควรจะต้องเตรียมการเลือกตั้งตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะมีพร้อมทั้งบุคลากร และอุปกรณ์อยู่แล้ว รวมถึงยังสามารถป้องกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียงได้ และถ้าสภาผู้แทนราษฎร ครบวาระให้เลือกตั้งภายใน 15 วัน และให้รับรองผลการเลือกตั้งภายใน 30 วัน แต่ปัจจุบัน รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดกรอบเวลาการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี "อย่าคิดว่าจะไม่เกิดปัญหา"
ส่วนการสรรหาคณะกรรมการองค์กรอิสระนั้น นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2558 ที่ถูกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช.ตีตก ได้กำหนดให้คณะกรรมการสรรหา มาจากศาลฎีกา 2 คน, ศาลปกครองสูงสุด 2 คน, พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล 1 คน, คณะรัฐมนตรี 1 คน, พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายค้าน 2 คน และประธานกรรมการองค์กรอิสระ เลือกกันเองมาเป็นประธานคณะกรรมการสรรหา 1 คน และในการให้ความเห็นชอบ ควรใช้ที่ประชุมรัฐสภา แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ สส.รัฐบาล ฝ่ายค้าน และ สว. และให้ 3 กลุ่มเลือก คนที่ได้คะแนนสูงสุดจากฝ่ายรัฐบาล นับเป็น 1 เสียง, ฝ่ายค้าน 1 เสียง และ สว. 1 เสียง ใครได้คะแนน 2 ใน 3 ถือว่า ได้รับการคัดเลือก
นอกจากนี้ นายบวรศักดิ์ เสนอให้นำระบบถอดถอนกลับมาใช้ ถ้ายังไม่มีวุฒิสภาที่ดีมาทำหน้าที่ถอดถอน จะต้องโยงไปถึงประชาชน และการถอดถอน ประชาชนจะต้องลงคะแนนเสียงเป็นระดับ เช่น ระดับรัฐมนตรี ต้องลงมติทั้งประเทศ หรือถ้าถอดถอน สส. หรือ สว.ให้ใช้ภาค หรือจังหวัด
นายบวรศักดิ์ ยังเสนอให้ริบอำนาจการจัดการเลือกตั้งของ กกต.ไปให้ที่ประชุมส่วนหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงมหาดไทย กลาโหม ศึกษาธิการ สาธารณสุข รวมกันให้ได้ 7 คน ตั้งผู้แทนของตนเองขึ้นมาทำหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้ง โดยใช้ส่วนราชการระดับส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น จัดการเลือกตั้ง โดยให้ กกต.ออกกฎเกณฑ์ และจับคนผิด หรือจับการทุจริต พร้อมเสนอให้ผู้สมัคร สส.ไม่ได้ต้องการสังกัดพรรคการเมือง เพื่อเป็นทางออกของบ้านเมืองในปัจจุบันได้
"ตั้งแต่ที่ตนอายุ 60 ตนไม่ได้รับขึ้นเวทีเสวนาต่าง ๆ และล่าสุด ยังได้ปฏิเสธร่วมเวทีของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ที่จะจัดในวันพรุ่งนี้ (29 ส.ค.69) เพราะตนต้องการเป็นอาทิตย์อัสดง ไม่ต้องการแสง แต่เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ติดต่อมาชวนตนร่วมเวที ตนก็ได้ปฏิเสธไปแล้ว แต่นายอภิสิทธิ์ ก็ได้ดึงสถาบันพระปกเกล้ามาร่วมจัดด้วย ทำให้ตนจึงต้องมาร่วมเวทีนี้ เพราะไม่สามารถทิ้งสถาบันพระปกเกล้าได้ และปกติเวลามีเหตุใด ตนก็จะโพสต์บนเฟซบุ๊ก" นายบวรศักดิ์ กล่าว