นายนิพนธ์ กล่าวว่า หลักดังกล่าวไม่ใช่เรื่องซับซ้อน เพราะในจังหวัดสงขลาเองก็เคยมีกรณีบุกรุกพื้นที่ของรัฐและโบราณสถานที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมาแล้ว ซึ่งนายศักดิ์สิทธิ์เองก็น่าจะรู้จักเรื่องนี้เป็นอย่างดี
“กรณีคนเข้าไปบุกรุกโบราณสถาน เขาน้อย-เขาแดง นายศักดิ์สิทธิ์ก็น่าจะรู้จักดี เพราะมีญาติผู้ใหญ่ใกล้ชิดอยู่ในคดีนั้น และศาลก็มีคำพิพากษาแล้วว่าใครทำ ใครต้องรับผิด”
คดีดังกล่าวเป็นกรณีลักลอบขุดดินออกจากพื้นที่โบราณสถานเขาน้อย อ.สิงหนคร จนเกิดหลุมลึกประมาณ 20 เมตร และอยู่ห่างจากฐานเจดีย์โบราณเพียง 34 เมตร โดยศาลจังหวัดสงขลาพิพากษาจำคุกจำเลยหลัก 2 ราย คนละ 6 ปี ไม่รอลงอาญา พร้อมชดใช้ค่าเสียหายรวม 10.5 ล้านบาท และจำเลยอีก 3 รายถูกพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี ไม่รอลงอาญา ก่อนที่วันที่ 7 กรกฎาคม 2565 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยหนึ่งในจำเลยที่ถูกพิพากษาจำคุก 6 ปี เป็นพี่สาวของนายเดชอิศม์ ขาวทอง ซึ่งเท่ากับเป็นญาติผู้ใหญ่ของนายศักดิ์สิทธิ์โดยตรง
“ผมไม่ได้พูดเรื่องนี้เพื่อเอาครอบครัวใครมารับผิดแทนกัน แต่ยกขึ้นมาให้เห็นหลักง่าย ๆ ว่า ญาติทำ ญาติก็รับผิด คนอื่นไม่ได้รับผิดแทน เช่นเดียวกัน ถ้าที่กุโบร์มีใครออกโฉนดทับที่สาธารณะ คนนั้นก็รับผิด จะเอาเรื่องของคนนั้นมาแต่งต่อแล้วโยนมาใส่ผมไม่ได้ เพราะแม้จะไม่เอ่ยชื่อ แต่คนที่ได้อ่านก็เชื่อได้ว่ากล่าวหาใคร”
นายนิพนธ์กล่าวอีกว่า ในการทำงานการเมือง ตนได้รับการสอนเช่นเดียวกันว่า อำนามและตำแหน่งมีไว้ทำงานให้ประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ และการได้มาซึ่งคะแนนเสียงควรเกิดจากผลงาน ความไว้วางใจ และการอยู่กับประชาชน ไม่ใช่จากอำนาจของเงินที่ไม่สามารถอธิบายที่มาได้
“ผมเป็นนักการเมือง ก็ต้องลงพื้นที่ ทำงาน แก้ปัญหาให้ประชาชน ทำให้เขาเห็นว่าเราทำอะไรให้บ้านเมือง ที่บ้านไม่ได้สอนว่าอยากเป็นนักการเมืองก็ไปหาเงินสีเทามาซื้อใจประชาชน ไม่ได้สอนว่าเงินมาจากไหนไม่สำคัญ ขอเพียงมีมากพอสำหรับเลือกตั้ง สำหรับผม เงินทุกบาทต้องตอบประชาชนได้ว่ามาจากไหน เพราะถ้าวันหนึ่งนักการเมืองต้องพึ่งเงินจากสิ่งผิดกฎหมาย วันนั้นคนที่อยู่เบื้องหลังเงินก้อนนั้นต่างหากที่จะกลายเป็นเจ้าของนักการเมือง”
นายนิพนธ์กล่าวว่า ตนเห็นนายศักดิ์สิทธิ์เป็นเหมือนลูกหลาน จึงอยากเตือนด้วยความหวังดีว่า หากตั้งใจจะสร้างภาพของการเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ก็ควรเริ่มต้นจากการทำการเมืองด้วยข้อเท็จจริง ไม่ควรหยิบข่าวลือหรือข้อสงสัยมาปรุงแต่งให้กลายเป็นข้อกล่าวหา
“สิงโตยังเป็นคนรุ่นใหม่ ผมเห็นเหมือนลูกเหมือนหลาน จึงอยากฝากว่า ถ้าคิดจะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ก็อย่ารีบกระโดดลงไปในบ่อน้ำเน่าของการเมืองแบบเก่า หากมีหลักฐานก็เอาหลักฐานมากาง ผิดตรงไหนก็ให้กฎหมายจัดการ แต่ถ้าไม่มีหลักฐาน อย่าเอาเรื่องตามร้านน้ำชามาเต้าข่าวแล้วสาดใส่คนอื่น เพราะการเมืองแบบนั้นไม่ได้ทำให้คนพูดดูเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ขึ้นมาเลย และถ้าจะยึดหลักว่าที่ดินของรัฐต้องได้รับการปกป้อง ผมเห็นด้วยเต็มร้อย กุโบร์เป็นที่สาธารณะ ก็ต้องปกป้อง โบราณสถานก็ต้องปกป้อง ที่หลวงก็คือที่หลวงเหมือนกันทั้งหมด ใครบุกรุก ใครเอาไปออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ คนนั้นต้องรับผิด ใช้มาตรฐานเดียวกัน อย่าเลือกความถูกต้องเฉพาะเรื่องที่ตัวเองเอาไปโจมตีคนอื่นได้”
นายนิพนธ์กล่าวทิ้งท้ายว่า การเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ไม่ได้อยู่ที่อายุ แต่อยู่ที่วิธีคิดและวิธีทำการเมือง อยากเป็นการเมืองรุ่นใหม่ ต้องสะอาดทั้งวิธีหาเงินและวิธีหาคะแนน อย่าใช้เงินที่ตอบที่มาไม่ได้ซื้อใจคน และอย่าใช้ข่าวที่ตอบข้อเท็จจริงไม่ได้ทำลายคนอื่น เพราะคนสงขลาเขาดูออกว่า ใครทำมาหากินอะไร ใครอยู่กับประชาชนอย่างไร และใครสร้างตัวมาจากไหน ดังนั้นก่อนจะชี้นิ้วไปที่คนอื่น อย่าลืมว่าประชาชนเขาก็มองกลับมาที่ตัวเราและคนรอบตัวเราเหมือนกัน หากที่ดินแปลงใดที่นายสิงโตกล่าวว่า เป็นที่กุโบร์และเป็นที่สาธารณะ ควรแจ้งกรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนโฉนด และดำเนินคดีกับผู้บุกรุก ผู้ออกโฉนด ดีกว่าโพสต์บน โซเชียลมีเดีย หวังโหนกระแสไปวัน ๆ