เนชั่นทีวี

Nation Story

SPORTS: เมื่อความฝันกินไม่ได้ "โบ๊ท ภูวรักษ์" กับการคัดออกของโลกกีฬา

29 ส.ค. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation STORY

SPORTS: เมื่อความฝันกินไม่ได้ "โบ๊ท ภูวรักษ์" กับการคัดออกของโลกกีฬา

การประกาศแขวนสตั๊ดผ่านช่องทางยูทูบ Kamsing Family Channel ของ "โบ๊ท" ภูวรักษ์ คำสิงห์ ในวัยเพียง 19 ปี ไม่ใช่แค่ข่าวความเคลื่อนไหวในวงการบันเทิงหรือกีฬาธรรมดา แต่นี่คือสะพานเชื่อมที่เปิดให้เห็นรอยแผลเชิงโครงสร้างซึ่งซ่อนอยู่ใต้ฉากหน้าของวงการฟุตบอลไทยอย่างลึกซึ้ง

ภูวรักษ์ ผู้เป็นบุตรชายของ สมรักษ์ คำสิงห์ ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิก เติบโตมาพร้อมกับโอกาสทางการกีฬา เส้นทางอาชีพของเขาเริ่มต้นด้วยการเซ็นสัญญากับ นรา ยูไนเต็ด ในศึกไทยลีก 3 ก่อนจะขยับขึ้นสู่ อุทัยธานี เอฟซี ในไทยลีก 1 และถูกปล่อยยืมตัวไปเล่นให้กับ ขอนแก่น เอฟซี ทว่าท้ายที่สุด เขากลับตัดสินใจยื่นใบลาออกจากวงการด้วยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ตรงไปตรงมา นั่นคือ ผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่าต่อการดำรงชีวิต

 

⚽[สมการที่ไม่ลงตัว: ค่าจ้าง 8,000 บาท กับค่าครองชีพจริง]

โครงสร้างค่าตอบแทนระดับไทยลีก 3 ที่ภูวรักษ์ได้รับ อยู่ที่ประมาณ 8,000 บาทต่อเดือน เทียบกับค่าเช่าคอนโดมิเนียมและค่าครองชีพจริงที่สูงเกิน 10,000 บาทต่อเดือน ทำให้เขาต้องพึ่งพาเงินซัพพอร์ตจากครอบครัวอยู่ตลอดเวลา เมื่อนำรายได้ดังกล่าวมาชั่งน้ำหนักกับความยากลำบากในการฝึกซ้อมตากแดดตากฝนตลอด 30 วัน ความล้าทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงต้นทุนโอกาสในการทำอาชีพอื่น ภูวรักษ์พบว่าการผันตัวไปเป็นผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์หรืออินฟลูเอนเซอร์ สามารถสร้างรายได้สูงถึงระดับ 6 หลักต่อเดือน ซึ่งแตกต่างจากการเป็นนักฟุตบอลอาชีพระดับล่างอย่างฟ้ากับเหว

คำยืนยันจากผู้บริหารและเจ้าของสโมสรหลายแห่งที่เขาเข้าปรึกษา ซึ่งเห็นพ้องตรงกันว่า "ฟุตบอลไม่ได้รุ่งเรืองขนาดนั้นในประเทศไทย" ยิ่งตอกย้ำว่าผู้บริหารสโมสรเองก็ตระหนักดีถึงข้อจำกัดทางการเงิน การตัดสินใจของภูวรักษ์จึงไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการประเมินทางเศรษฐศาสตร์อย่างมีเหตุผล ขณะเดียวกัน ข้อสังเกตของเขาที่ว่า หากตนเองเกิดและเติบโตในต่างประเทศคงประสบความสำเร็จทางการเงินไปนานแล้ว ก็กลายเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องนำไปวิเคราะห์เปรียบเทียบกับสถิติและโครงสร้างฟุตบอลระดับสากล

 

⚽[ความจริงอันน่าหวาดหวั่น: อัตราความสำเร็จ 0.012% ของฟุตบอลระดับสากล]

ข้อคิดเห็นที่ว่าการเติบโตในต่างประเทศจะสร้างความมั่นคงได้ง่ายกว่า อาจเป็นจริงในมิติของ "เพดานค่าจ้าง" แต่ในมิติของ "โอกาสในการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด" สถิติระดับโลกกลับชี้ให้เห็นว่า ระบบฟุตบอลอาชีพคือกรวยคัดออกที่เข้มงวดที่สุดเส้นทางหนึ่งในโลกกีฬา

 

รายงานวิจัยจากสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) ระบุว่า จากเด็กและเยาวชนที่ลงทะเบียนเล่นฟุตบอลในระบบเยาวชนของอังกฤษประมาณ 1.5 ล้านคน มีเพียง 180 คนเท่านั้นที่สามารถก้าวไปเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพในพรีเมียร์ลีกได้ คิดเป็นอัตราความสำเร็จเพียงร้อยละ 0.012 หรือเท่ากับ 1 ใน 8,333 คนเท่านั้น สำหรับเด็กที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่อคาเดมีของสโมสรอาชีพตั้งแต่อายุยังน้อย (รุ่นอายุไม่เกิน 9 ปี) มีเพียงร้อยละ 0.5 เท่านั้นที่สามารถฟันฝ่าขึ้นไปเล่นในทีมชุดใหญ่ได้สำเร็จ ส่วนเด็กในระดับทุนการศึกษาช่วงอายุ 16 ปี มีเพียงร้อยละ 2.0 ที่จะก้าวไปสู่ลีกอาชีพ 5 ลีกแรกเมื่ออายุ 18 ปี

 

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอสเซกซ์ (University of Essex) ปี 2024 ซึ่งศึกษานักเตะเยาวชนในสเปนและยุโรป พบผลลัพธ์ไปในทางเดียวกันว่า มีเพียงร้อยละ 4 ของเยาวชนในอะคาเดมีระดับท็อปที่ก้าวขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จ และมีอีกเพียงร้อยละ 6 ที่ได้เล่นในลีกระดับรอง นั่นหมายความว่าเด็กกว่าร้อยละ 90 ถึง 95 ในระบบต้องถูกปลดออก (Released) หรือต้องยุติเส้นทางอาชีพก่อนวัยอันควร ขณะที่ภาพรวมทั่วโลกจากสถิติของ FIFA ชี้ว่า จากผู้เล่นฟุตบอลราว 265 ล้านคน มีเพียง 113,000 คนเท่านั้นที่เป็นนักฟุตบอลอาชีพที่ได้รับค่าจ้าง หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.04 เท่านั้น

 

⚽[ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง: ไทยลีก 3 ปะทะ EFL League Two]

เมื่อมองลึกลงไปในเชิงเศรษฐศาสตร์ฟุตบอล ความแตกต่างระหว่างไทยลีก 3 กับลีกระดับล่างของยุโรปอย่าง EFL League Two (ลีกระดับ 4 ของอังกฤษ) แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างรายได้อย่างมหาศาล

 

ในศึก EFL League Two นักฟุตบอลอาชีพได้รับค่าจ้างเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ประมาณ 122,568 ยูโร (ประมาณ 4.5 ถึง 5 ล้านบาท) หรือคิดเป็นรายได้สัปดาห์ละ 1,700 ถึง 2,500 ปอนด์ (ประมาณ 300,000 ถึง 400,000 บาทต่อเดือน) ซึ่งเป็นรายได้ที่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวในระดับชนชั้นกลางได้อย่างมั่นคง โดยนักเตะสามารถทำหน้าที่เป็นนักฟุตบอลอาชีพเต็มเวลา (Full-time Professional) โดยไม่ต้องหาอาชีพเสริม

 

ตรงกันข้ามกับโครงสร้างการเงินของสโมสรในไทยลีก 3 ที่เผชิญปัญหาสภาพคล่องอย่างรุนแรง แม้สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จะพยายามจัดสรรเงินสนับสนุน 1,000,000 บาทต่อสโมสรต่อฤดูกาล แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน ส่งผลให้เกิดปัญหาการค้างชำระเงินเดือนนักเตะนาน 2-3 เดือนอย่างต่อเนื่อง นักเตะจำนวนมากได้รับค่าจ้างเพียง 7,500 ถึง 15,000 บาทต่อเดือน หรือบางรายได้ตามค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท เมื่อรวมกับเงื่อนไขที่ว่าหากทีมแพ้รวดก็จะไม่ได้โบนัส ทำให้นักเตะหลายคนต้องรับจ้างทั่วไป สอนบอลส่วนตัว หรือทำคอนเทนต์ในตอนกลางวัน แล้วจึงมาฝึกซ้อมฟุตบอลในช่วงเย็น สภาวะเช่นนี้ไม่เพียงแต่บั่นทอนศักยภาพของนักกีฬา แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาการล็อกผลการแข่งขัน (Match-fixing) เนื่องจากนักเตะขาดความมั่นคงทางการเงินพื้นฐาน บาดแผลทางจิตวิทยา และทางเลือกใหม่ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

 

กระบวนการถูกคัดออกจากระบบฟุตบอล (Deselection) ไม่ได้สร้างบาดแผลแค่เรื่องเงินทอง แต่ยังส่งผลกระทบทางจิตวิทยาอย่างรุนแรง งานวิจัยของ David Blakelock ระบุว่า เยาวชนถึงร้อยละ 55 ที่ถูกปล่อยตัวออกจากศูนย์ฝึกฟุตบอล ต้องเผชิญกับภาวะความเครียดทางจิตวิทยาในระดับคลินิก (Clinical Levels of Psychological Distress) ภายในเวลาเพียง 3 สัปดาห์หลังจากการถูกคัดออก

 

เด็กที่อุทิศชีวิตให้กับการฝึกซ้อมตั้งแต่วัยเยาว์ มักพัฒนาภาวะ "อัตลักษณ์เดี่ยว" (Exclusive Athletic Identity) โดยผูกคุณค่าของตนเองไว้กับการเป็นนักฟุตบอลเท่านั้น เมื่อถูกปลดออกจากสโมสร พวกเขาจึงต้องเผชิญกับวิกฤตอัตลักษณ์ (Identity Crisis) ภาวะซึมเศร้า และความวิตกกังวลอย่างรุนแรง ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุด ความผิดหวังนี้เคยนำไปสู่เหตุการณ์สะเทือนใจอย่างการจบชีวิตตัวเองของ Jeremy Wisten อดีตนักเตะเยาวชนแมนฯ ซิตี้ มาแล้ว

.

สำหรับเยาวชนที่ไม่สามารถก้าวสู่ระดับอาชีพได้ ทางเลือกชีวิตเดิมอาจเป็นการลงเล่นในลีกสมัครเล่น (Non-league) ควบคู่กับงานประจำ การผันตัวไปสอบใบอนุญาตผู้ฝึกสอน (Coaching License) หรือการกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานทั่วไป แต่ในยุคปัจจุบัน การผันตัวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลในฐานะผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์หรืออินฟลูเอนเซอร์ ได้กลายเป็นทางเลือกใหม่ที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กรณีของ ภูวรักษ์ คำสิงห์ สะท้อนให้เห็นว่า การนำต้นทุนทางสังคม (Social Capital) และทักษะการสื่อสารดิจิทัลมาต่อยอดในแพลตฟอร์มออนไลน์ ช่วยให้สามารถแปลงความนิยมและฐานแฟนคลับให้กลายเป็นรายได้ที่มั่นคง ซึ่งสูงกว่าสัญญาจ้างในไทยลีก 3 หลายเท่าตัว

.

⚽[บทเรียนเชิงนโยบาย: การปฏิรูปสู่ระบบการศึกษาคู่ขนาน]

บทเรียนจากกรณีของภูวรักษ์ ชี้ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาฟุตบอลไทยไม่สามารถทำได้เพียงแค่การเคี่ยวกรำทักษะในสนาม แต่ต้องปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบ โดยมี 2 หัวใจสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ

.

ประการแรก คือการสร้างระบบการศึกษาคู่ขนาน (Dual Career Pathways) ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ศูนย์ฝึกฟุตบอลอาชีพจะถูกบังคับตามกฎหมายให้จัดหลักสูตรการศึกษาที่สมบูรณ์แบบควบคู่กับการฝึกซ้อม เพื่อประกันว่าหากเยาวชนถูกปลดออกจากระบบเมื่ออายุ 16 หรือ 18 ปี เด็กเหล่านั้นจะมีวุฒิการศึกษาและทักษะวิชาชีพติดตัว สำหรับประเทศไทย สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้ร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดตัว "หลักสูตรจักรวาลวิทยาฟุตบอล" เพื่อมุ่งเน้นการใช้ฟุตบอลพัฒนาทักษะชีวิต และเปิดระบบเทียบโอนผลการเรียนรู้จากการฝึกซ้อมให้เป็นหน่วยกิตการศึกษา ป้องกันไม่ให้เด็กต้องหลุดออกจากระบบการศึกษากลางคัน

.

ประการที่สอง คือการยกระดับสวัสดิการและการปกป้องสิทธิ์นักเตะ ผ่านการทำงานของสมาคมนักกีฬาฟุตบอลอาชีพ (PFA Thailand) ในการคุ้มครองสัญญาจ้างและกฎหมายแรงงาน ควบคู่ไปกับการที่สมาคมฯ ต้องเข้มงวดกับระบบใบอนุญาตสโมสร (Club Licensing) และใบอนุญาตอะคาเดมี ตลอดจนการพิจารณาจัดตั้งกองทุนชดเชยค่าจ้าง หรือการคุมเพดานค่าแรง (Salary Cap) ที่สอดคล้องกับรายได้จริงของสโมสร เพื่อแก้ปัญหาการค้างชำระเงินเดือนและการยุบทีมอย่างยั่งยืน

การถอนตัวจากวงการฟุตบอลอาชีพของ ภูวรักษ์ คำสิงห์ ในวัย 19 ปี แม้จะเป็นแค่เรื่องเล็กๆ ในวงการกีฬา แต่เป็นหมุดหมายสำคัญที่เตือนให้สังคมไทยเห็นว่า ความฝันและความหลงใหลในกีฬาลูกหนังไม่สามารถเอาชนะสภาวะความเป็นจริงทางเศรษฐกิจได้ หากระบบลีกอาชีพยังไม่สามารถมอบความมั่นคงขั้นต่ำในชีวิตให้แก่ผู้เล่นได้

.

เมื่ออัตราการคัดออกในระดับสากลสูงเกินร้อยละ 95 เป็นความจริงทางคณิตศาสตร์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ วงการฟุตบอลไทยจึงต้องหยุดสร้างนักเตะเพื่อ "ความเป็นเลิศทางแข่งขัน" เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างระบบตาข่ายรองรับความเสี่ยงให้แก่เยาวชนที่ไม่สมหวังด้วย ทั้งการสนับสนุนระบบการศึกษาคู่ขนาน การคัดกรองความพร้อมทางการเงินของสโมสรอย่างจริงจัง และการจัดให้มีหน่วยงานดูแลจิตวิทยาและการเปลี่ยนผ่านอาชีพ

.

ขณะเดียวกัน ตัวนักกีฬาและผู้ปกครองเองก็จำเป็นต้องปรับมุมมอง โดยมองการเล่นฟุตบอลเป็นการพัฒนาทักษะชีวิตควบคู่ไปกับการสร้างทางเลือกอาชีพสำรอง ไม่ทิ้งการศึกษา และเปิดรับการพัฒนาทักษะดิจิทัลสมัยใหม่ เพื่อให้สามารถก้าวข้ามความเสี่ยงทางการเงินและปรับตัวเข้ากับโอกาสทางเศรษฐกิจที่หลากหลายในโลกอนาคตได้อย่างมั่นคง

ข่าวล่าสุด