ICIMOD หรือ International Centre for Integrated Mountain Development ซึ่งติดตามเหตุการณ์ในภูมิภาคหิมาลัย ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์กำลังตรวจสอบว่า Ice-Rock Avalanche จากพื้นที่สูงอาจเป็นตัวกระตุ้นน้ำท่วมครั้งนี้หรือไม่ แต่นี่ก็เป็นเพียวสมมติฐาน เพราะการสอบสวนทางวิทยาศาสตร์ยังดำเนินอยู่ และการอธิบายภัยพิบัติขนาดใหญ่เช่นนี้จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้านร่วมกัน
🔵 [จากบนภูเขา สู่น้ำสูง 9 เมตรใน 30 นาที]
สิ่งที่น่าตกใจที่สุดอาจไม่ใช่เพียงขนาดของมวลน้ำและดินโคลนที่ถล่มลงมา แต่คือ ความเร็ว
ICIMOD ระบุว่า มวลน้ำ ตะกอน และก้อนหินเคลื่อนตัวเข้าสู่ระบบแม่น้ำ ก่อนเดินทางลงไปยังพื้นที่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว ข้อมูลการวัดระดับน้ำบริเวณ Galchhi พบว่า ระดับแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้นได้ถึงประมาณ 9 เมตร ภายในเวลาเพียง 30 นาที ขณะที่พื้นที่ Malekhu มีระดับน้ำเพิ่มขึ้นราว 7 เมตรในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน 9 เมตร คือความสูงใกล้เคียงอาคารประมาณ 3 ชั้น และการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง
นี่คือสิ่งที่ทำให้ภัยลักษณะนี้อันตรายอย่างยิ่งเพราะคนที่อยู่ปลายน้ำอาจมีเวลาเตรียมตัวเพียงไม่กี่สิบนาที แม้ต้นเหตุของภัยจะเกิดขึ้นห่างออกไปบนภูเขาสูง สิ่งที่เริ่มจากการพังทลายในจุดหนึ่ง จึงสามารถกลายเป็นห่วงโซ่ภัยพิบัติ น้ำแข็งพัง หินและตะกอนเคลื่อนตัว แม่น้ำรับมวลมหาศาล น้ำท่วมฉับพลันด้านล่าง
ทั้งหมดอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ชุมชนจะตั้งตัวได้ทัน
🔵 [แล้ว “โลกร้อน” เกี่ยวแค่ไหน?]
เมื่อภัยเกิดขึ้นบนธารน้ำแข็ง คำถามเรื่อง Climate Change ย่อมตามมา แต่เรื่องนี้ต้องแยกออกเป็นสองคำถาม
คำถามแรก โลกร้อนเป็นสาเหตุโดยตรงของการถล่มครั้งนี้หรือไม่?
คำตอบคือ ยังไม่สามารถฟันธงได้ ภัยบนภูเขาสูงสามารถเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งอุณหภูมิ การละลายของน้ำแข็ง วัฏจักรการแข็งตัวและละลายของน้ำ โครงสร้างของหิน ลักษณะภูมิประเทศ ตลอดจนปัจจัยอื่นในพื้นที่ ดังนั้น การบอกว่า “โลกร้อนทำให้ธารน้ำแข็งก้อนนี้ถล่ม” จึงเป็นข้อสรุปที่เร็วกว่าหลักฐานที่มีในขณะนี้
แต่มีอีกคำถามหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์มีหลักฐานชัดเจนกว่ามาก
ภูเขาและธารน้ำแข็งของเนปาลกำลังเปลี่ยนแปลงเพราะโลกอุ่นขึ้นหรือไม่?
คำตอบคือ มีสัญญาณชัดเจนว่า “ใช่”
องค์การสหประชาชาติระบุว่า เนปาลสูญเสียน้ำแข็งไปแล้วเกือบ หนึ่งในสามภายในระยะเวลากว่า 30 ปี
และธารน้ำแข็งของเนปาลละลายเร็วขึ้น 65% ในทศวรรษล่าสุด เมื่อเทียบกับทศวรรษก่อนหน้า เมื่ออุณหภูมิบนภูเขาสูงเพิ่มขึ้น ไม่ได้มีเพียงน้ำแข็งที่หายไป การละลายยังสามารถเปลี่ยนสภาพพื้นที่ลาดชัน เปิดผิวหินที่เคยถูกน้ำแข็งปกคลุม เปลี่ยนวัฏจักรการแข็งตัวและละลาย และทำให้ภูมิประเทศบนภูเขาสูงมีความซับซ้อนและไม่เสถียรมากขึ้น นั่นทำให้ Climate Change อาจไม่ใช่ “คำตอบเดียว” ของภัยครั้งนี้ แต่เป็นบริบทใหญ่ที่เราไม่สามารถมองข้ามได้
🔵 [“หลังคาโลก” อาจไม่ได้มั่นคงเหมือนที่เราคิด]
เวลาพูดถึงเทือกเขาหิมาลัย เรามักนึกถึงภูเขามหึมา น้ำแข็ง และภูมิประเทศที่ดูเหมือนแทบไม่เปลี่ยนแปลง
จึงง่ายที่จะรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบนยอดเขาสูงหลายพันเมตรนั้นอยู่ไกลจากชีวิตของผู้คน
แต่เหตุการณ์นี้กำลังบอกตรงกันข้าม การเปลี่ยนแปลงเพียงจุดเดียวบนพื้นที่สูง สามารถเริ่มต้นห่วงโซ่ของน้ำแข็ง หิน โคลน และน้ำ จากหุบเขาหนึ่ง เข้าสู่ลำน้ำหนึ่ง ต่อไปยังอีกแม่น้ำหนึ่ง จนระดับน้ำในพื้นที่ด้านล่างเพิ่มขึ้นหลายเมตรภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง
เมื่อมวลนั้นเดินทางมาถึงพื้นที่ที่มีบ้าน ถนน สะพาน โรงไฟฟ้า นักท่องเที่ยว และชุมชน สิ่งที่เริ่มต้นจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติบนภูเขา ก็กลายเป็นโศกนาฏกรรมของมนุษย์
คำถามสำคัญของเหตุการณ์นี้จึงอาจไม่ใช่เพียง “ธารน้ำแข็งและภูเขาพังลงมาได้อย่างไร?”
แต่อาจเป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า ในวันที่ภูเขาและภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนไป ระบบเตือนภัยของเราจะเร็วพอให้คนที่อยู่ปลายน้ำหนีทันหรือไม่?
ช้อมูลอ้างอิง : Reuters , ICIMOD , United Nations , NDRRMA