เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE : "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน!" เมื่ออิหร่านเปิดปฏิบัติการล่าหัว "ครอบครัวทรัมป์-เนทันยาฮู"

25 ส.ค. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation STORY

ARTICLE :  "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน!" เมื่ออิหร่านเปิดปฏิบัติการล่าหัว "ครอบครัวทรัมป์-เนทันยาฮู"

สงครามที่สหรัฐฯ กับอิสราเอล ก่อไว้กับอิหร่าน กำลังให้ผลลัพธ์ที่บานปลายเกินกว่าที่คาด เมื่ออิหร่านงัดกลยุทธ์จ้องโจมตี "กล่องดวงใจ" ของผู้นำทั้งสองประเทศ นั่นคือการมุ่งเป้าไปที่ครอบครัวของ โดนัลด์ ทรัมป์ และ เบนจามิน เนทันยาฮู

สงครามไม่ได้สร้างความทุกข์ยากและความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนตาดำๆ ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเสมอไป แต่ผลของมันสามารถย้อนศรกลับไปหาผู้สั่งการได้เช่นกัน เมื่อ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ต้องสูญเสียครอบครัวและตัวเองก็เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด จากเหตุการณ์โจมตีที่สหรัฐฯ ร่วมมือกับอิสราเอล เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

มาถึงตอนนี้ จึงไม่แปลกที่เขาคิดจะ "เอาคืน" บ้าง และเป้าหมายที่ตั้งไว้ย่อมต้องเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล หวงแหนไม่ต่างจากกล่องดวงใจ

 

🔵 [ตั้งค่าหัว 10 ล้านเหรียญ ล่า "แบร์รอน ทรัมป์"]

สื่อโทรทัศน์แห่งชาติของอิหร่าน "Channel 3" และสื่อที่เชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้เผยแพร่รายการและวิดีโอที่พุ่งเป้าไปที่ "แบร์รอน ทรัมป์" ลูกชายคนเล็กวัย 20 ปี ของทรัมป์ และยังอ้างถึงเงินรางวัลนำจับหรือค่าหัว 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (แม้ข้ออ้างเรื่องค่าหัวนี้จะยังไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างอิสระก็ตาม)

 

วิดีโอดังกล่าวมีชื่อว่า "เราควรฆ่าบาร์รอน ทรัมป์ ที่ไหนและอย่างไร?" โดยมีการทำกราฟิกแสดงที่ตั้งมหาวิทยาลัย รถคุ้มกัน และตำแหน่งของหน่วยรักษาความปลอดภัยลับ (Secret Service) อย่างละเอียด พร้อมระบุว่าการเคลื่อนไหวของเขา "ถูกเฝ้าติดตามอย่างเต็มที่"

 

วิดีโอยังอ้างความสำเร็จในการเจาะระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ โดยส่ง "หญิงสาวคนหนึ่ง" ฝ่าการคุ้มกันเข้าไปนั่งคุยกับแบร์รอนเป็นการส่วนตัว ก่อนส่งข้อมูลให้ผู้ผลิตรายการ นอกจากนี้ยังอ้างว่าแบร์รอนมักสื่อสารเป็นการส่วนตัวผ่านระบบเสียงและข้อความบน "Xbox" (เครื่องเล่นวิดีโอเกมของ Microsoft) โดยปราศจากการดูแลของทีมรักษาความปลอดภัย

การคุกคามนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะที่ผ่านมาอิหร่านได้พุ่งเป้าไปที่คนอื่นๆ ในครอบครัวทรัมป์มาแล้ว

▪️ พฤษภาคม: หนังสือพิมพ์ New York Post รายงานข่าวเกี่ยวกับแผนการที่มุ่งเป้าไปที่ อิวานกา ทรัมป์

▪️ กรกฎาคม: สำนักข่าว Tasnim เผยแพร่วิดีโอ "จะเข้าถึงเมลาเนีย ทรัมป์ ได้ที่ไหนและอย่างไร?" ซึ่งเจาะลึกรายละเอียดการเดินทางในนิวยอร์กและจุดอ่อนในระบบรักษาความปลอดภัยของสุภาพสตรีหมายเลข 1

▪️ ขู่สังหารทรัมป์โดยตรง: ในเดือนกรกฎาคม มีการติดป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่จัตุรัส Islamic Revolution Square ในกรุงเตหะราน เป็นภาพทรัมป์นอนอยู่ในโลงศพ พร้อมข้อความภาษาอังกฤษ "We will kill Trump" (เราจะสังหารทรัมป์) รวมถึงมีการเผยแพร่วิดีโอแสดงเส้นทางขบวนรถของทรัมป์ในรัฐฟลอริดาและนิวยอร์ก ซึ่งหน่วยอารักขากำลังเร่งตรวจสอบ

 

🔵["กิศอศ" (Qisas): กฎหมายอิสลามแห่งการล้างแค้น]

ความแค้นนี้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่เดือนมกราคม 2020 เมื่อทรัมป์อนุมัติปฏิบัติการโจมตีด้วยโดรน สังหาร กัสเซม สุไลมานี ผู้บัญชาการหน่วย Quds Force สังกัด IRGC ที่สนามบินในกรุงแบกแดดของอิรัก รวมถึงเหตุการณ์ที่รุนแรงกว่านั้น คือการเสียชีวิตของอดีตผู้นำสูงสุด อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ซึ่งถือเป็นปฏิบัติการโจมตีระลอกแรกของสงครามที่ยืดเยื้ออยู่ในขณะนี้

 

สื่อรัฐบาลอิหร่านได้หยิบยกแนวคิดทางกฎหมายอิสลามเรื่อง "กิศอศ" (Qisas) หรือหลักกฎหมายอาญาที่กำหนดบทลงโทษด้วยการ "แก้แค้นแบบเดียวกัน" (ตาต่อตา ฟันต่อฟัน) มาใช้ในการข่มขู่เอาชีวิตทรัมป์อย่างชัดเจน โดยอ้างว่าการสังหารผู้นำอิหร่าน ก่อให้เกิดพันธกรณีที่จะต้องสังหารบุคคลที่ต้องรับผิดชอบ

โมฮัมหมัด-จาวาด ลาริจานี นักวิจารณ์ข่าวช่องรัฐบาล ประกาศว่ากิศอศถือเป็น "สิทธิอันไม่อาจละเมิดได้" และย้ำว่า "เราจะทำทุกวิถีทางเท่าที่อำนาจจะเอื้ออำนวย และไม่มีอุปสรรคทางกฎหมายระหว่างประเทศใดที่จะมาขัดขวางเราได้" ขณะที่ โมห์เซน กานบาริอาน ให้ความเห็นเสริมว่า หากไม่ดำเนินการตามหลักกิศอศ ผู้นำของสาธารณรัฐอิสลามในอนาคตก็จะต้องใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ตลอดไป

 

🔵 [ครอบครัวเนทันยาฮู: เป้าสังหาร และค่า รปภ. หลักล้าน]

ฝั่งอิสราเอล สถานการณ์ก็วิกฤตไม่แพ้กัน เนทันยาฮูให้สัมภาษณ์กับ Channel 14 (สื่อภาษาฮิบรูโปรรัฐบาล) ว่า อิหร่าน "พยายามสังหารลูกชายคนหนึ่งของเขา" ซึ่งเป็นเหตุผลที่ต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในระดับเข้มงวดเป็นพิเศษ "นี่เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อเลย อิหร่านตั้งเป้าหมายและพยายามจะฆ่าลูกชายคนหนึ่งของผม"

 

สื่อ Channel 12 รายงานว่า เรื่องนี้และแผนการลอบสังหารเป็นที่รับรู้ของหน่วยความมั่นคงมาหลายเดือนแล้ว เนทันยาฮูกล่าวว่า "การรักษาความปลอดภัยที่พวกเขาได้รับ จึงไม่ใช่สิ่งฟุ่มเฟือย" ซึ่งเป็นการพูดถึงข้อตกลงที่ทำกับหน่วยข่าวกรอง Shin Bet ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เพื่อขยายการคุ้มครองลูกชายสองคนคือ ยาอีร์ และ อัฟเนอร์ รวมถึงให้การคุ้มครอง "ตลอดชีวิต" แก่ ซารา ภรรยาของเขา โดยไม่คำนึงถึงผลการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม

 

ข้อตกลงนี้กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง เมื่อ Shin Bet ปฏิเสธที่จะจัดกำลังรักษาความปลอดภัยให้กับ กาดี ไอเซนคอต (ประธานพรรค Yashar คู่แข่งทางการเมืองหลักของเนทันยาฮู) โดยอ้างว่าจะอนุญาตให้มีองครักษ์ติดอาวุธได้ แต่จะไม่จัดหาให้

 

เนทันยาฮูอ้างว่าหากปราศจากการคุ้มกัน มือสังหารก็คง "ทำสำเร็จไปแล้ว" ปัจจุบันลูกชายทั้งสองของเขา อัฟเนอร์ พำนักอยู่ในอิสราเอล ส่วนยาอีร์ (ผู้มักแสดงความเห็นแนวขวาจัดบนโซเชียลมีเดีย) ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในไมอามี รัฐฟลอริดา Channel 12 ระบุว่าความพยายามก่อเหตุเกิดขึ้นในช่วงที่ยาอีร์ไม่ได้อยู่ในอิสราเอล (แต่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเขาคือเป้าหมายหรือไม่)

 

มาตรการดูแลความปลอดภัย 24 ชั่วโมงของยาอีร์ถูกวิจารณ์มาอย่างยาวนานว่า "เกินความจำเป็น" เนื่องจากเขาพำนักในต่างประเทศเป็นหลัก ในปี 2024 มีรายงานว่าเขาอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์หรูในไมอามี โดยมีคนขับรถและบอดี้การ์ด 2 นายจาก "Unit 730" (หน่วยอารักขาชั้นนำของ Shin Bet) คอยดูแล คิดเป็นค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบถึงเดือนละ 200,000 เชเกล (ประมาณ 1.8 ล้านบาท)

 

ส่วนการตัดสินใจให้ Shin Bet ดูแลความปลอดภัยของ ซารา ภรรยาเนทันยาฮูนั้น ได้รับอนุมัติครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2023 หลังจากมีกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลหลายร้อยคน ไปรวมตัวกันที่ด้านนอกร้านทำผมแห่งหนึ่งในเทลอาวีฟ ขณะที่เธอกำลังใช้บริการอยู่ ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เธออ้างว่าหวาดกลัวต่อความปลอดภัยในชีวิต

 

🔵 [บทสรุป]

แม้ครอบครัวของผู้นำทั้งสองประเทศจะมีสถานะเป็น "เป้าหมาย" ที่เสี่ยงต่อการถูกโจมตีจากศัตรูอย่างอิหร่าน แต่พวกเขาก็ยังคงได้รับการอารักขาอย่างดีเยี่ยม ซึ่งแตกต่างราวฟ้ากับเหว กับประชาชนผู้บริสุทธิ์นับไม่ถ้วน ที่ต้องรับเคราะห์จากไฟสงครามโดยไม่สามารถป้องกันตนเอง หรือได้รับการปกป้องแต่อย่างใด

ข่าวล่าสุด