เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : Mel B เห็นอะไรใน Nene Royal? จากเด็กสาววัย 16 จากภูเก็ต สู่ Golden Buzzer ที่ส่งตรงถึง Final AGT

26 ส.ค. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation STORY

STORY : Mel B เห็นอะไรใน Nene Royal? จากเด็กสาววัย 16 จากภูเก็ต สู่ Golden Buzzer ที่ส่งตรงถึง Final AGT

Mel B ยอมรับตรงๆ ว่าดนตรีที่ Nene Royal เล่น "ไม่ใช่แนวของเธอ" แต่ไม่กี่อึดใจต่อมา กรรมการตัวแม่จาก Spice Girls กลับเอื้อมมือไปกดปุ่ม Golden Buzzer ส่งเด็กสาวจากภูเก็ตเข้าสู่รอบ Final ของ America’s Got Talent ทันที... เกิดอะไรขึ้นระหว่างช่วงเวลานั้น? คำตอบซ่อนอยู่ในสิ่งที่ เมล บี มองเห็น ทั้งน้ำเสียง ฝีมือกีตาร์ ตัวตน และพลังสะกดเวทีเมื่อเนเน่ก้าวมายืนอยู่หน้าไมค์!

🔵[เบื้องหลังปุ่มสีทอง: ความประทับใจที่ไม่คาดคิด]

ช่วงหนึ่งหลังจบการแสดงเพลง "Black Hole Sun" บนเวที America’s Got Talent Season 21 ผู้ชมในสตูดิโอกำลังส่งเสียงกึกก้องเรียกร้องให้ เมล บี (Mel B) กดปุ่ม Golden Buzzer แต่คำพูดแรกๆ ของเธอกลับไม่ได้ฟังดูเหมือนกำลังจะทำเช่นนั้น เมล บี บอกกับ เนเน่ อย่างตรงไปตรงมาว่า เธอเติบโตมาในยุค 90 ที่ชื่นชอบเพลงป๊อป และดนตรีร็อกประเภทที่เนเน่เพิ่งเล่นจบไปนั้น "ไม่ใช่แนวทางที่เธอฟัง"

 

แต่แล้วทิศทางของประโยคก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเธอเริ่มไล่เรียงถึงสิ่งที่ได้ยินและได้เห็น ทั้งเสียงร้อง การเล่นกีตาร์ รูปลักษณ์ ทัศนคติ และพลังที่ส่งออกมา ก่อนจะตั้งคำถามขึ้นมาว่า

 

"How could I not do this?" สิ้นเสียงนั้น มือของ เมล บี ก็กดลงบนปุ่ม Golden Buzzer เศษกระดาษฟอยล์สีทองโปรยปรายลงมาทั่วเวที ท่ามกลางหยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันของเนเน่ เด็กสาววัย 16 ปีจากจังหวัดภูเก็ต

 

สำหรับเนเน่ ปุ่มสีทองนี้มีความหมายยิ่งใหญ่กว่าการผ่านการแข่งขันธรรมดา เพราะตามกติกา Live Show Golden Buzzer ของ America’s Got Talent ฤดูกาลนี้ ผู้ที่ได้รับเลือกในรอบ Quarterfinals จะได้สิทธิ์ ผ่านเข้าสู่รอบ Final โดยตรงทันที!

 

แต่หากย้อนกลับไปฟังคำวิจารณ์อย่างละเอียด คำถามที่น่าสนใจยิ่งกว่าภาพกระดาษสีทองก็คือ... เมล บี เห็นอะไรในตัว เนเน่ รอยัล?

🔵[จากเด็กสาวเรียบร้อย สู่พลังร็อกบนเวที]

สิ่งแรกที่ เมล บี หยิบขึ้นมาพูดหลังการแสดงจบลง ไม่ใช่เรื่องโน้ตเสียงสูงหรือเทคนิคการลีดกีตาร์ แต่เป็นสิ่งที่เธอสัมผัสได้ตั้งแต่ช่วงก่อนขึ้นแสดง

 

เมล บี เผยว่า เธอได้พบกับเนเน่ที่หลังเวทีก่อนหน้านั้น และมองว่าเด็กสาวคนนี้ดูเป็นคนเงียบๆ ถ่อมตัว และสุภาพเรียบร้อย แต่ทันทีที่ก้าวเท้าขึ้นสู่เวที บรรยากาศรอบตัวกลับเปลี่ยนไปเป็น "อีกคนหนึ่ง" อย่างสิ้นเชิง

 

ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น ย้อนกลับไปในรอบออดิชัน เนเน่เปิดตัวด้วยเพลง "Zombie" ของ The Cranberries และคว้าคำว่า "Yes" จากกรรมการครบทั้ง 4 คน จากนั้นในรอบคัดเลือก (Judges' Callbacks) เธอเลือกเพลง "Hysteria" ของ Muse จนผ่านเข้ามาเป็น 1 ใน 44 การแสดงของรอบแสดงสด ซึ่งตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เนเน่ได้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาจากความประหม่าในวันแรก สู่การมีตัวตนและพลังสะกดเวที ที่โดดเด่นอย่างชัดเจน

 

🔵[เหตุผลที่ Mel B เลือกกดปุ่ม Golden Buzzer]

ประโยคหนึ่งของ เมล บี ที่สะท้อนความหมายของการตัดสินใจครั้งนี้ได้ดีที่สุด คือคำพูดที่ว่า

 

"That kind of music is not my vibe."  

 

แต่แทนที่จะใช้รสนิยมส่วนตัวเป็นตัวตัดสิน เมล บี กลับประเมินองค์ประกอบที่เนเน่แสดงออกมา ทั้งเสียงร้อง , กีตาร์ , รูปลักษณ์, ทัศนคติและพลัง โดยมองว่าทุกมิติอยู่ในเกณฑ์ที่ "สมบูรณ์แบบและตรงเป้า" 

 

นี่คือจุดตัดที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะในเวทีการประกวดระดับโลก ผู้เข้าแข่งขันไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำให้กรรมการที่ชอบเพลงแนวนี้อยู่แล้วรู้สึกถูกใจ แต่ต้องทำให้กรรมการที่ไม่ได้ฟังเพลงแนวนี้ "เชื่อมั่นในศักยภาพของผู้แสดงที่ยืนอยู่ตรงหน้า" ให้ได้

🔵 [มากกว่านักร้องคือมือกีตาร์ผู้คุมเวที] 

อีกหนึ่งมิติสำคัญที่ เมล บี กล่าวถึงโดยตรงคือ "กีตาร์" เพราะในการแสดงเพลง Black Hole Sun เนเน่ไม่ได้ยืนร้องเพียงอย่างเดียว แต่โซโล่และเล่นกีตาร์สดด้วยตัวเองตลอดโชว์

 

การนำเพลงระดับตำนานของวง Soundgarden ซึ่งต้นฉบับมี คริส คอร์เนลล์ (Chris Cornell) ทำหน้าที่ร้องนำ และ คิม ธาอิล (Kim Thayil) รับหน้าที่มือกีตาร์ มาร้อยเรียงและถ่ายทอดด้วยตัวคนเดียวบนเวทีสด ทำให้ผู้ชมต้องจับตาดูทั้งการควบคุมเสียงร้อง การคุมจังหวะเครื่องดนตรี และการคุมบรรยากาศโชว์ไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นรายละเอียดที่สร้างความประทับใจให้แก่คณะกรรมการเป็นอย่างมาก

 

🔵[ทำไม "Black Hole Sun" จึงมีน้ำหนัก?] 

สำหรับผู้ที่ไม่ได้ติดตามดนตรีร็อกยุค 90 เพลงนี้อาจเป็นเพียงเพลงร็อกเพลงหนึ่ง แต่ในประวัติศาสตร์ดนตรีอเมริกัน "Black Hole Sun" คือผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่แต่งโดย คริส คอร์เนลล์ ในปี 1994 จากอัลบั้ม Superunknown ซึ่งเคยเปิดตัวที่อันดับ 1 บนชาร์ต Billboard 200 และคว้ารางวัล Grammy Awards สาขา Best Hard Rock Performance ในงานประกาศรางวัลครั้งที่ 37

 

การที่เด็กสาวไทยวัย 16 ปี กล้าหยิบเพลงร็อกระดับตำนานที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมานำเสนอต่อหน้าผู้ชมชาวอเมริกัน และสามารถทำให้กรรมการที่ไม่ได้ฟังเพลงร็อกตัดสินใจกด Golden Buzzer ให้ จึงเป็นบทพิสูจน์ถึงฝีมือที่ไม่ธรรมดา

 

🔵[กติกา Live Golden Buzzer: ส่งตรงสู่ Final Show]

ก่อนหน้าที่ เมล บี จะตัดสินใจ กรรมการอีกสองท่านก็แสดงความชื่นชมอย่างชัดเจน โดย ฮาววี แมนเดล กล่าวติดตลกว่า "NBC ควรให้เงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์กับเธอไปเลยตอนนี้" ขณะที่ โซเฟีย เวอร์การา ระบุว่าเนเน่มีศักยภาพที่จะก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์  เพียงแต่สิทธิ์ในการกด Live Golden Buzzer ในคืนนั้นอยู่ที่ เมล บี เพียงผู้เดียว

 

ตามกติกาการแข่งขันรอบแสดงสด 44 โชว์ (แบ่งเป็น 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 11 โชว์) กรรมการ 1 คนจะได้รับสิทธิ์กด Live Golden Buzzer เพียง 1 ครั้งในแต่ละสัปดาห์ เพื่อส่งผู้เข้าแข่งขันเข้าสู่รอบ Final ทันที ส่วนอีก 10 โชว์ที่เหลือต้องลุ้นคะแนนโหวตจากผู้ชมในสหรัฐฯ เพื่อชิงโควตา 3 ที่นั่งเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ

 

การได้ปุ่มทองในครั้งนี้ ทำให้เนเน่ไม่ต้องลงแข่งในรอบ SemiFianl วันที่ 15 ก.ย. และการันตีที่นั่งใน รอบ Finale วันที่ 22 ก.ย. 2026 (ประกาศผลวันที่ 23 กันยายน ตามเวลาสหรัฐฯ) เป็นที่เรียบร้อย

 

สิ่งที่ เนเน่ รอยัล ทำสำเร็จในคืนนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การทำให้กรรมการคนหนึ่งถูกใจเพลง แต่คือการพิสูจน์ตัวตนผ่านเสียงร้อง กีตาร์ และพลังความมุ่งมั่น จนทลายกำแพงรสนิยมทางดนตรีของกรรมการระดับโลกได้สำเร็จ

 

จากเพลง "Zombie" ในรอบออดิชัน สู่ "Hysteria" ในรอบคัดเลือก และ "Black Hole Sun" ในรอบก่อนรองชนะเลิศ... ในรอบชิงชนะเลิศ วันที่ 22 กันยายนนี้ บทพิสูจน์ต่อไปของเนเน่ไม่ใช่การทำให้ เมล บี มองเห็นอะไรในตัวเธออีกต่อไป แต่คือการทำให้ "ผู้ชมที่มีสิทธิ์โหวตทั่วสหรัฐฯ" มองเห็นและยอมรับในสิ่งนั้นเช่นเดียวกัน!

ข่าวล่าสุด