เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE : เที่ยวบินปริศนา! ถอดรหัส ผอ. CIA เยือนรัสเซียลับๆ ท่ามกลางวิกฤตปูตินขู่ยึดทรัพย์เอกชน

26 ส.ค. 2569 | NATESAIY

ARTICLE : เที่ยวบินปริศนา! ถอดรหัส ผอ. CIA เยือนรัสเซียลับๆ ท่ามกลางวิกฤตปูตินขู่ยึดทรัพย์เอกชน

อยู่ดีๆ ก็มีเรื่องราวให้โลกร้อนรน เมื่อผู้อำนวยการ CIA ไปเยือนกรุงมอสโก ของรัสเซีย "อย่างลับๆ" ทำให้เกิดข้อสงสัยมากมายว่า เขาไปพบกับใครด้วยเรื่องอะไร ในขณะที่ผู้นำยูเครนเดินสายขอความช่วยเหลือรอบใหม่จากยุโรป

การเยือนกรุงมอสโกของ จอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาง (CIA) ไม่ได้ถูกระแคะระคาย จนกระทั่งมีภาพเครื่องบินลำเลียงทางทหารไปลงจอดที่สนามบินนานาชาติในกรุงริกา ของลัตเวีย เมื่อวันอังคาร (25 สิงหาคม) ตามด้วย Flightradar24 เว็บไซต์และแอปพลิเคชันติดตามตำแหน่งเที่ยวบินทั่วโลกแบบเรียลไทม์ ระบุว่า เครื่องบินลำนี้อยู่ในพื้นที่ประมาณ 8 ชั่วโมง

จากนั้น มีรายงานในแอปพลิเคชันยอดนิยม Telegram ของรัสเซียว่า เครื่องบินลำเลียงทางทหารรุ่น C-17A ของสหรัฐฯ ได้บินขึ้นจากฐานทัพอากาศแอนดรูว์ส ใกล้กรุงวอชิงตัน ดีซี และลงจอดที่สนามบินวนูโคโว ในกรุงมอสโก หลังจากแวะกรุงริกา จากนั้นจึงมีรายงานตามมาเกี่ยวกับขบวนรถที่ "ติดป้ายทะเบียนทางการทูต" แล่นอยู่ในเมืองหลวงของรัสเซีย
 


🔵 [ภารกิจลับที่เครมลิน (ปฏิเสธ) และจุดเปลี่ยนในวอชิงตัน]


The New York Times รายงานว่า ไม่มีการเปิดเผยว่า แรตคลิฟฟ์ ได้พูดคุยกับใครหรือด้วยวัตถุประสงค์ใด ในการเยือนครั้งนี้ ที่น่าสงสัยก็คือ ที่ผ่านมา สตีฟ วิทคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้นำในการเจรจากับฝ่ายรัสเซียในนามของรัฐบาลในประเด็นสงครามยูเครน ส่วนแรตคลิฟฟ์เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เข้าร่วมทีมเจรจาเมื่อปีที่แล้ว เพื่อเป็นอีกแรงหนึ่งในการหาทางยุติสงคราม
แม้ว่ารัฐบาลรัสเซียจะไม่ได้ให้ข้อมูลใดๆ ในการเยือนครั้งนี้ แต่การที่แรตคลิฟฟ์เลือกเดินทางด้วยเครื่องบินของกองทัพ ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลด้านความปลอดภัยที่รัดกุมยิ่งขึ้น ได้กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจขึ้นมาทันที

ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน หลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามเรื่องนี้ โดยบอกว่า เขาไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องบินลำนี้ และไม่มีกำหนดการประชุมที่ทำเนียบเครมลินในสัปดาห์นี้ร่วมกับตัวแทนจากรัฐบาลสหรัฐฯ แต่สื่อชั้นนำของสหรัฐฯ อย่าง CBS News ได้รายงานข่าวเรื่องนี้ โดยที่ทาง CIA ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดใดๆ
 


🔵 [เบื้องหลังช่องทางลับ: แลกเปลี่ยนนักโทษ-เตือนนิวเคลียร์]


ที่จริง CIA ยังมีเรื่องที่ต้องเจรจากับทางรัสเซีย โดยเฉพาะการปล่อยตัวชาวอเมริกันที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำของรัสเซีย หนึ่งในนั้นคือ สตีเฟน ฮับบาร์ด อดีตครูวัย 74 ปี ซึ่งถูกรัสเซียควบคุมตัวมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2022 ในข้อหาเข้าร่วมกับกองกำลังทหารของยูเครน (กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุสถานะของเขาว่าเป็นการถูกควบคุมตัวโดยมิชอบ) ซึ่งศาลรัสเซียตัดสินจำคุกเขา 6 ปี 10 เดือน ในปี 2024 และเมื่อต้นเดือน รัสเซียก็เพิ่งปล่อยตัว โรเบิร์ต กิลแมน อดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำนานกว่า 4 ปี

ในอดีต ผู้อำนวยการ CIA รับหน้าที่เจรจากับคู่เจรจาฝ่ายรัสเซียมาโดยตลอด แม้ในช่วงที่ความสัมพันธ์ตึงเครียดถึงขีดสุด เช่น วิลเลียม เจ. เบิร์นส์ ผู้อำนวยการ CIA สมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้เดินทางไปยังมอสโกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2021 เพื่อเตือนไม่ให้รัสเซียรุกรานยูเครน และเบิร์นส์ยังพบปะกับตัวแทนรัสเซียที่ตุรกีในช่วงปลายปี 2022 เพื่อเตือนไม่ให้ใช้อาวุธนิวเคลียร์กับยูเครน ขณะนั้นกองทัพรัสเซียกำลังถอยร่น และสหรัฐฯ กังวลว่า วลาดิมีร์ ปูติน อาจหันไปใช้อาวุธนิวเคลียร์จากคลังแสงที่ใหญ่ที่สุดในโลก

🔵 [4 ปีของสงครามยืดเยื้อ และดาบสองคมของปูติน]


หลังจากผ่านการสู้รบมานานกว่า 4 ปี สงครามในยูเครนได้กลายเป็นสงครามยืดเยื้อ การรุกคืบของรัสเซียในภาคตะวันออกชะลอตัวลง ยูเครนได้นำโดรนที่ทันสมัยมาใช้ทั้งเพื่อสังหารทหารราบของรัสเซียและโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนของรัสเซีย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ปูตินเปลี่ยนท่าที ส่วนยูเครนก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งการรุกคืบของรัสเซียได้อย่างเบ็ดเสร็จ หรือยึดคืนพื้นที่ที่เสียไปกลับมาได้

นักการทูตยุโรปมองว่า อาจมีโอกาสสำหรับการผลักดันแนวทางทางการทูตครั้งใหม่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาว แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่า รัฐบาลของทรัมป์จะให้ความสำคัญกับสงครามในยูเครนมากน้อยเพียงใด เมื่อพิจารณาสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและอิหร่าน

นอกจากไม่เปลี่ยนท่าทีแล้ว ปูตินยังเดินกลยุทธ์ใหม่ ด้วยการขู่บรรดาบริษัทในรัสเซียว่าจะ "ยึดทรัพย์สิน" ของพวกเขา หากไม่จัดการโดรนของยูเครน เขาบอกว่า รัฐสามารถเข้าควบคุมสถานที่โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญเป็นการชั่วคราวได้ หากเจ้าของเอกชนล้มเหลวในการปกป้องสถานที่เหล่านั้นจากการโจมตี
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ยูเครนโจมตีท่าเรือและโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียเพื่อทำลายเศรษฐกิจ สร้างความเสียหายอย่างกว้างขวาง คำขู่ของปูตินเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น และความไม่พอใจของประชาชนต่อการรณรงค์ครั้งใหม่ของยูเครน ขณะที่ยูเครนก็เผชิญการโจมตีทางอากาศอย่างไม่หยุดยั้ง ที่ทำลายระบบไฟฟ้าก่อนฤดูหนาว และสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อพื้นที่อยู่อาศัย
 


🔵 [หายนะทางเศรษฐกิจ: บังคับซ่อม หรือ โดนยึด?]


ผู้บริหารของบริษัทเอกชนในภาคพลังงาน อุตสาหกรรม การสื่อสาร และการขนส่งและโลจิสติกส์ ต่างได้รับคำเตือนจากปูตินว่าทรัพย์สินอาจถูกยึด ซึ่งเปสคอฟ บอกว่า "บ่อยครั้งที่เจ้าของธุรกิจไม่ได้ให้ความสนใจมากพอ ในการใช้มาตรการเพื่อความปลอดภัย ความปลอดภัยจากโดรน... เราต้องดำเนินมาตรการ เราต้องมั่นใจในความปลอดภัยของตนเอง"

ในช่วง 4 วันที่ผ่านมา ยูเครนได้โจมตีศูนย์ดำเนินงานด้านอีคอมเมิร์ซของบริษัท Ozon ไปแล้วถึง 6 แห่ง ส่งผลให้ราคาหุ้นดิ่งลงเกือบ 30% เมื่อวันจันทร์ (24 สิงหาคม) นอกจากนี้ ศูนย์อีคอมเมิร์ซของบริษัท Wildberries จำนวน 20 แห่ง ก็เคยตกเป็นเป้าหมายมาก่อนหน้านี้เช่นกัน

อับบาส กัลเลียมอฟ นักวิเคราะห์การเมืองและอดีตผู้เขียนสุนทรพจน์ให้ปูติน โพสต์ข้อความบน Telegram ว่า "แต่เดิมเจ้าของธุรกิจ ต้องเผชิญเพียงแค่ภัยคุกคามจากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครน ตอนนี้พวกเขาต้องเผชิญกับความเสี่ยงอีกประการหนึ่งเพิ่มเข้ามา นั่นคือหลังจากที่โดรนยูเครนทิ้งระเบิดใส่แล้ว รัฐอาจเข้ามาหาคุณ กล่าวหาว่าคุณล้มเหลวในการปกป้องทรัพย์สินจากการโจมตี และทำการยึดทรัพย์สินนั้นไป"

เขาประชดประชันด้วยว่า "ลองจินตนาการดูสิว่าสิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นบรรยากาศการลงทุนได้ดีแค่ไหน!... เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า โรงกลั่นน้ำมันแห่งเดิมถูกโจมตีซ้ำถึง 3-5 ครั้งแล้ว จึงคาดการณ์ได้ว่า เจ้าของกิจการคงไม่เต็มใจที่จะลงทุนเพื่อซ่อมแซมส่วนที่เสียหายไป... จะทุ่มเงินหลายพันล้านไปทำไม ในเมื่อพรุ่งนี้มันก็อาจถูกโจมตีซ้ำอีก?" แต่บริษัทเหล่านี้คงทำตามใจไม่ได้ เพราะรัฐบาลยื่นคำขาดมาแล้วว่า "หากพวกคุณไม่ลงทุนซ่อมแซมโรงกลั่นน้ำมัน เราก็จะยึดโรงกลั่นเหล่านั้นไปจากพวกคุณ"

ด้าน เดนิส มานตูรอฟ รองนายกรัฐมนตรีคนที่หนึ่งของรัสเซีย ได้แก้ต่างคำสั่งนี้ว่า ที่จริงไม่ได้หมายถึงการโอนกิจการมาเป็นของรัฐ (nationalisation) หรือการเปลี่ยนแปลงความเป็นเจ้าของ แต่เปิดทางให้ "รัฐเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการองค์กรธุรกิจ เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะเจาะจงด้านความมั่นคง" เท่านั้น เขาบอกด้วยว่า คำสั่งนี้ "ไม่ได้หมายความว่าจะมีการนำมาใช้ในวงกว้าง และการตัดสินใจต่างๆ จะเป็นไปอย่างเจาะจงและผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบในระดับสูงสุด"

ความเคลื่อนไหวนี้ เกิดขึ้นหลังจากเสนาธิการทหารยูเครนแถลงเมื่อวันอังคารว่า กองกำลังยูเครนได้โจมตี โรงกลั่นน้ำมัน Afipsky ในภูมิภาค Krasnodar ทำให้เกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง นอกจากนี้ โดรนยูเครนยังสร้างความเสียหายให้ โรงกลั่นน้ำมัน Novoshakhtinsk ในภูมิภาค Rostov ทางตอนใต้ จนต้องระงับการดำเนินงานลง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นสถานการณ์ล่าสุดสำหรับสงครามยูเครนที่เป้าหมายเปลี่ยนไปเรื่อยๆ โดยล่าสุดยูเครนพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างด้านพลังงาน ที่เป็นหัวใจและรายได้หลักของรัสเซีย และไม่อาจคาดเดาได้ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้ เกี่ยวข้องกับการเยือนของผู้อำนวยการ CIA ของสหรัฐฯ ด้วยหรือไม่

ข่าวล่าสุด