เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE : Operation Epic Fury มหาวิบัติของใคร : ส่องความล้มเหลวของทรัมป์ และรอยร้าวลึกที่สหรัฐฯ ทิ้งไว้ให้พันธมิตร

19 มิ.ย. 2569 | NATESAIY, ปิยรมณ์ ทรัพย์สุวรรณ

ARTICLE : Operation Epic Fury มหาวิบัติของใคร : ส่องความล้มเหลวของทรัมป์ และรอยร้าวลึกที่สหรัฐฯ ทิ้งไว้ให้พันธมิตร

ปฏิบัติการทางทหารที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยคุยโวไว้เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ว่าเป็นหนึ่งในยุทธการที่เข้มข้นที่สุดในประวัติศาสตร์อย่าง "Operation Epic Fury" กำลังถูกสังคมโลกตอกกลับและเรียกขานใหม่ในฐานะ "Operation Epic Disaster" หรือปฏิบัติการมหาวิบัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การเดินเกมยุทธศาสตร์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะจุดชนวนให้เกิดกระแสตีกลับต่อสหรัฐฯ จากทั่วทุกมุมโลก แต่เป้าหมายสูงสุดในการบีบบังคับให้อิหร่านยอมจำนนกลับล้มเหลวลงในทุกมิติ

 

นี่คือการเจาะลึกบทสรุปของสมรภูมิหักดิบข้ามโลก เพื่อปอกเปลือกข้อตกลงที่ถูกมองว่าเป็นการยอมอ่อนข้อครั้งประวัติศาสตร์ พร้อมฉายภาพผลข้างเคียงร้ายแรงที่กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงกระเป๋าสตางค์ของประชาชนชาวอเมริกันในเวลานี้ 

 

🔵 [ดีล 1 หน้าครึ่ง ที่สวนทางคำคุย]

 

หนึ่งเดือนหลังจากเริ่มเปิดฉากปฏิบัติการ ทรัมป์ได้ออกมาประกาศแสดงความมั่นใจผ่านการปราศรัยถ่ายทอดสดช่วงไพร์มไทม์ว่า สหรัฐฯ กำลังจะยุติภัยคุกคามอันชั่วร้ายของอิหร่านต่ออเมริกาและโลกในไม่ช้า ทว่าในอีกเกือบสองเดือนต่อมา ข้อเท็จจริงที่ปรากฏกลับเป็นการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เมื่อคืนวันพุธที่ 17 มิถุนายน เพื่อยุติความขัดแย้ง ซึ่งถูกนักวิเคราะห์มองว่าเป็นดีลที่เอื้อประโยชน์ให้แก่อิหร่าน และห่างไกลจากเป้าหมายดั้งเดิมของทำเนียบขาวอย่างริบหรี่

.

แม้ทรัมป์จะใช้เวลาช่วงวันสุดท้ายของการประชุมสุดยอด G7 ณ เมืองตากอากาศเอวีย็อง-เล-แบ็ง (Evian-les-Bains) ของฝรั่งเศส พยายามลดทอนความกังวลของเหล่านานาชาติ แต่เนื้อหาในข้อตกลงความยาวเพียง 1 หน้าครึ่ง กลับเต็มไปด้วยหลักการกว้างๆ และเน้นการจูงใจด้วยเม็ดเงิน มากกว่าการประนีประนอมในประเด็นนิวเคลียร์ ส่งผลให้นักการทูตอาวุโสของยุโรปออกมาประเมินว่า นี่คือชัยชนะในทางจิตวิทยาและการเมืองของฝั่งอิหร่านอย่างแท้จริง

🔵 [รอยร้าวข้ามโลก เมื่อพันธมิตรหันหลัง]

 

สงครามครั้งนี้ได้เปิดแผลลึกและสร้างความตึงเครียดให้แก่องค์กรความร่วมมือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยมีประเทศในยุโรปบางรายถึงขั้นประกาศปิดน่านฟ้า ไม่ยอมให้เครื่องบินรบของสหรัฐฯ บินผ่าน ยิ่งไปกว่านั้น การที่กลุ่มประเทศสมาชิก NATO ปฏิเสธที่จะส่งกองเรือรบไปช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้สร้างความโกรธเคืองให้แก่ทรัมป์จนถึงขั้นขู่ว่าจะถอนตัวออกจากพันธมิตรอย่างสิ้นเชิง

 

แอรอน เดวิด มิลเลอร์ อดีตผู้เจรจาและที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ให้ทัศนะไว้อย่างเจ็บแสบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือการใช้กำลังของอเมริกาอย่างไม่ยั้งคิดและขาดความเข้าใจ ซึ่งในเชิงยุทธศาสตร์แล้วปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นหายนะครั้งใหญ่ และส่งผลให้นักการทูตหลายฝ่ายเริ่มแสดงท่าทีตีตัวออกห่าง โดยระบุว่านับจากนี้พันธมิตรจะเลือก "รับสายโทรศัพท์จากสหรัฐฯ น้อยลง" เพื่อตอบโต้ความไม่แน่นอนของนโยบายต่างประเทศอเมริกัน

 

 

🔵 [อาวุธที่ร่อยหรอและวิกฤตอ่าวเปอร์เซีย]

 

ในแง่ของแสนยานุภาพทางทหาร ปฏิบัติการนี้ส่งผลให้สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธและกระสุนในคลังจนเกือบหมดสิ้น และมีการใช้ปืนใหญ่เกินกำลังรบ จนต้องตัดสินใจโยกย้ายยุทโธปกรณ์สำคัญมาจากภูมิภาคมหาสมุทรแปซิฟิก ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียต้องเผชิญความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างหนักจากการที่โรงงานพลังงานถูกโจมตี ทำลายภาพลักษณ์การเป็นแหล่งหลบเลี่ยงภาษีที่ปลอดภัยและหรูหราลงไปในพริบตา

เมห์ราน คามราวา ศาสตราจารย์ด้านการเมืองตะวันออกกลางแห่ง Georgetown University ชี้ให้เห็นว่า เหตุการณ์นี้ทำลายภาพลวงตาเรื่องร่มเงาความมั่นคงของสหรัฐฯ ลงอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากการคงอยู่ของกองทัพอเมริกันกลับกลายเป็นตัวดึงดูดระเบิดและการโจมตีจากอิหร่าน ส่งผลให้ประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียเริ่มดิ้นรนแสวงหาพันธมิตรใหม่ที่หลากหลายมากขึ้น เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ที่หันไปกระชับความสัมพันธ์กับอิสราเอลและอินเดีย หรือซาอุดีอาระเบียที่กำลังสร้างแกนความมั่นคงร่วมกับปากีสถาน ตุรกี และอียิปต์

 

 

🔵 [เก้าอี้สั่นคลอนของ ‘เนทันยาฮู’ ]

 

ฝั่งอิสราเอลซึ่งเป็นพันธมิตรหลักกลับถูกกันออกจากการเจรจาข้อตกลงครั้งนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่กองทัพอิสราเอลยังคงต้องตรึงกำลังรับศึกในหลายแนวรบ ทั้งเลบานอน ฉนวนกาซา เวสต์แบงก์ และซีเรีย ความล้มเหลวของปฏิบัติการนี้ส่งผลให้กระแสสนับสนุนอิสราเอลในหมู่ชาวอเมริกันลดลงอย่างรวดเร็ว โดยมองว่านายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู เป็นผู้ลากสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามที่ผิดพลาด

 

แรงบีบทางการเมืองขยายวงกว้างเมื่อ เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาตำหนิเนทันยาฮูต่อสาธารณะ และมีการลาออกของ โจ เคนต์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติเพื่อประท้วงข้อตกลงดังกล่าว วิกฤตครั้งนี้ทำให้เนแทนยาฮูอยู่ในสถานะที่ย่ำแย่และอ่อนแอลงอย่างมากในการเตรียมตัวเข้าสู่สมรภูมิเลือกตั้งของอิสราเอลที่จะมีขึ้นในเดือนตุลาคมนี้

 

 

🔵 [บิลสงครามพันล้าน และโพสต์ในอดีตทรัมป์ย้อนศร]

 

กระแสความไม่พอใจภายในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลสำรวจในเดือนพฤษภาคมชี้ว่า ชาวอเมริกันถึง 58% คัดค้านสงครามครั้งนี้ เนื่องจากต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน แม้ทำเนียบขาวจะพยายามเคลมเงื่อนไข "ไม่มีฝุ่น ไม่มีเงิน" (ให้อิหร่านส่งมอบยูเรเนียม 430 กิโลกรัมก่อนผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร) แต่ข้อเสนอดังกล่าวกลับเป็นเงื่อนไขเดิมที่มีอยู่แล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ก่อนเริ่มสงคราม ยิ่งตอกย้ำความสูญเปล่าของเม็ดเงินภาษีประชาชน

 

ความเดือดร้อนเริ่มส่งผลต่อคะแนนนิยมของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง แม้ราคาน้ำมันจะเริ่มขยับลดลง แต่ราคาเชื้อเพลิงและอาหารในประเทศจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ยิ่งไปกว่านั้น ข้อความในอดีตเมื่อปี 2568 ที่ทรัมป์เคยโพสต์โจมตีข้อตกลงนิวเคลียร์ของบารัค โอบามา ว่า "สหรัฐฯ แพ้แทบทุกประเด็น... เราไม่ชนะอีกต่อไปแล้ว!" กำลังย้อนกลับมาเป็นอาวุธเด็ดให้พรรคเดโมแครตใช้โจมตีตัวเขาเองบนบรรทัดฐานเดียวกัน

 

 

🔵 [บทสรุป: อวสานแสนยานุภาพพญาอินทรี]

 

สงครามที่ไม่มีใครปลื้มครั้งนี้ได้สร้างรอยแผลขนาดใหญ่ให้แก่ความน่าเชื่อถือทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ การที่อิหร่านสามารถรอดพ้นจากการวางกำลังทางอากาศ ทางทะเล และขีปนาวุธครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามอิรัก ได้บั่นทอนศักยภาพในการป้องปรามของอเมริกาในเวทีโลกไปโดยปริยาย

 

เดวิด เชนเกอร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศฝ่ายกิจการตะวันออกใกล้ สรุปบทเรียนครั้งนี้ว่า ทรัมป์ประเมินความสามารถของกองทัพในการบรรลุเป้าหมายทางการเมืองสูงเกินไป และสุดท้ายความพยายามในการปลุกปั่นให้เกิดการลุกฮือภายในอิหร่านก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนทั้งในและนอกประเทศลงท่ามกลางเส้นทางข้างหน้าของพญาอินทรีที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ข่าวล่าสุด