เมห์ราน คามราวา ศาสตราจารย์ด้านการเมืองตะวันออกกลางแห่ง Georgetown University ชี้ให้เห็นว่า เหตุการณ์นี้ทำลายภาพลวงตาเรื่องร่มเงาความมั่นคงของสหรัฐฯ ลงอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากการคงอยู่ของกองทัพอเมริกันกลับกลายเป็นตัวดึงดูดระเบิดและการโจมตีจากอิหร่าน ส่งผลให้ประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียเริ่มดิ้นรนแสวงหาพันธมิตรใหม่ที่หลากหลายมากขึ้น เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ที่หันไปกระชับความสัมพันธ์กับอิสราเอลและอินเดีย หรือซาอุดีอาระเบียที่กำลังสร้างแกนความมั่นคงร่วมกับปากีสถาน ตุรกี และอียิปต์
🔵 [เก้าอี้สั่นคลอนของ ‘เนทันยาฮู’ ]
ฝั่งอิสราเอลซึ่งเป็นพันธมิตรหลักกลับถูกกันออกจากการเจรจาข้อตกลงครั้งนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่กองทัพอิสราเอลยังคงต้องตรึงกำลังรับศึกในหลายแนวรบ ทั้งเลบานอน ฉนวนกาซา เวสต์แบงก์ และซีเรีย ความล้มเหลวของปฏิบัติการนี้ส่งผลให้กระแสสนับสนุนอิสราเอลในหมู่ชาวอเมริกันลดลงอย่างรวดเร็ว โดยมองว่านายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู เป็นผู้ลากสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามที่ผิดพลาด
แรงบีบทางการเมืองขยายวงกว้างเมื่อ เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาตำหนิเนทันยาฮูต่อสาธารณะ และมีการลาออกของ โจ เคนต์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติเพื่อประท้วงข้อตกลงดังกล่าว วิกฤตครั้งนี้ทำให้เนแทนยาฮูอยู่ในสถานะที่ย่ำแย่และอ่อนแอลงอย่างมากในการเตรียมตัวเข้าสู่สมรภูมิเลือกตั้งของอิสราเอลที่จะมีขึ้นในเดือนตุลาคมนี้
🔵 [บิลสงครามพันล้าน และโพสต์ในอดีตทรัมป์ย้อนศร]
กระแสความไม่พอใจภายในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลสำรวจในเดือนพฤษภาคมชี้ว่า ชาวอเมริกันถึง 58% คัดค้านสงครามครั้งนี้ เนื่องจากต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน แม้ทำเนียบขาวจะพยายามเคลมเงื่อนไข "ไม่มีฝุ่น ไม่มีเงิน" (ให้อิหร่านส่งมอบยูเรเนียม 430 กิโลกรัมก่อนผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร) แต่ข้อเสนอดังกล่าวกลับเป็นเงื่อนไขเดิมที่มีอยู่แล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ก่อนเริ่มสงคราม ยิ่งตอกย้ำความสูญเปล่าของเม็ดเงินภาษีประชาชน
ความเดือดร้อนเริ่มส่งผลต่อคะแนนนิยมของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง แม้ราคาน้ำมันจะเริ่มขยับลดลง แต่ราคาเชื้อเพลิงและอาหารในประเทศจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ยิ่งไปกว่านั้น ข้อความในอดีตเมื่อปี 2568 ที่ทรัมป์เคยโพสต์โจมตีข้อตกลงนิวเคลียร์ของบารัค โอบามา ว่า "สหรัฐฯ แพ้แทบทุกประเด็น... เราไม่ชนะอีกต่อไปแล้ว!" กำลังย้อนกลับมาเป็นอาวุธเด็ดให้พรรคเดโมแครตใช้โจมตีตัวเขาเองบนบรรทัดฐานเดียวกัน
🔵 [บทสรุป: อวสานแสนยานุภาพพญาอินทรี]
สงครามที่ไม่มีใครปลื้มครั้งนี้ได้สร้างรอยแผลขนาดใหญ่ให้แก่ความน่าเชื่อถือทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ การที่อิหร่านสามารถรอดพ้นจากการวางกำลังทางอากาศ ทางทะเล และขีปนาวุธครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามอิรัก ได้บั่นทอนศักยภาพในการป้องปรามของอเมริกาในเวทีโลกไปโดยปริยาย
เดวิด เชนเกอร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศฝ่ายกิจการตะวันออกใกล้ สรุปบทเรียนครั้งนี้ว่า ทรัมป์ประเมินความสามารถของกองทัพในการบรรลุเป้าหมายทางการเมืองสูงเกินไป และสุดท้ายความพยายามในการปลุกปั่นให้เกิดการลุกฮือภายในอิหร่านก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนทั้งในและนอกประเทศลงท่ามกลางเส้นทางข้างหน้าของพญาอินทรีที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน