เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE: เมื่อยักษ์ใหญ่ยังแบกไม่ไหว! เจาะลึกเหตุผล Apple จ่อขึ้นราคา iPhone อุปกรณ์ไอทีเผชิญวิกฤต “เงินเฟ้อเทคฯ” ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ

18 มิ.ย. 2569 | ธีรวัฒน์ เจริญยศ

ARTICLE: เมื่อยักษ์ใหญ่ยังแบกไม่ไหว! เจาะลึกเหตุผล Apple จ่อขึ้นราคา iPhone อุปกรณ์ไอทีเผชิญวิกฤต “เงินเฟ้อเทคฯ” ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ

ถ้าจู่ๆ โทรศัพท์หรือโน้ตบุ๊กทำมาหากินของคุณเกิดพังวันนี้ คุณพร้อมหรือยังที่จะต้องจ่ายแพงขึ้นเกือบ 30% เพื่อซื้อเครื่องใหม่? เกิดอะไรขึ้นกับโลกเทคโนโลยีที่ของเคยถูกลงเรื่อยๆ แต่ทำไมวันนี้แม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง Apple ยังแบกต้นทุนไม่ไหว และจำใจต้องปรับขึ้นราคาสินค้าจนสะเทือนผู้ใช้ทั่วโลก

ไม่กี่วันที่ผ่านมา ทิม คุก (Tim Cook) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Apple ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการเทคโนโลยี ด้วยการเปิดเผยกับสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง The Wall Street Journal (WSJ) ว่า การปรับขึ้นราคาสินค้าของ Apple กำลังกลายเป็นสิ่งที่ "หลีกเลี่ยงไม่ได้" เนื่องจากต้นทุนชิปหน่วยความจำ (Memory Chips) และชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์หลักพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนถึงระดับที่บริษัทไม่สามารถซับน้ำหนักต้นทุนไว้ได้อีกต่อไป



ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดของ Apple ก่อนการส่งมอบไม้ต่อให้ จอห์น เทอร์นัส (John Ternus) ที่จะขึ้นมารับตำแหน่ง CEO คนใหม่ในเดือนกันยายนปี 2026 นี้ ซึ่งการปรับขึ้นราคาสินค้าภายใต้คลื่นลมอิทธิพล 'Tech Inflation' ครั้งนี้ จะไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของตัวเลขต้นทุน แต่จะเป็นทั้งความท้าทายครั้งสำคัญและบทพิสูจน์ฝีมือแรกของเทอร์นัสในการกุมบังเหียนบริษัทท่ามกลางมรสุมห่วงโซ่อุปทานโลก และมีแนวโน้มสูงมากว่า iPhone 18 Series ที่กำลังจะเปิดตัวในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ อาจกลายเป็นสินค้ากลุ่มแรกที่ประเดิมการปรับขึ้นราคาครั้งมโหฬารนี้เพื่อทดสอบกำลังซื้อของตลาด



สถาบันวิจัยเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง TechInsights คาดการณ์ว่า Apple อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นราคา iPhone Pro รุ่นใหม่ (เช่น iPhone 18 Pro) เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 270 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือราวๆ 9,000 กว่าบาท) จากราคาเดิม เพื่อรักษาระดับอัตรากำไรของบริษัทเอาไว้



"เราพยายามอย่างเต็มที่เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาครั้งใหญ่ที่ส่งผ่านมายังเรา และพยายามปกป้องลูกค้าไม่ให้ต้องแบกรับภาระราคาที่สูงขึ้น แต่สถานการณ์ในขณะนี้เริ่มเกินขีดจำกัดที่จะรับไหวแล้ว" — ทิม คุก เผยกับ WSJ

🔵 [ทำไม “สมองกล” ถึงแพงระเบิด? เมื่อ AI ตัวแม่ ดูดทรัพยากรโลก]


คำถามสำคัญคือ ทำไมชิปและชิ้นส่วนต่างๆ ถึงพร้อมใจกันขึ้นราคาแรงขนาดนี้? คำตอบแรกอยู่ที่กระแสความคลั่งไคล้ใน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเติบโตอย่างบ้าคลั่ง ความต้องการชิปประมวลผล AI รุ่นใหม่ (เช่น ชิปจาก Nvidia) ส่งผลให้ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำยักษ์ใหญ่ทั้ง 3 รายของโลกอย่าง SK Hynix, Samsung Electronics และ Micron ต้องหันไปปรับสายการผลิตเพื่อเน้นผลิตหน่วยความจำความเร็วสูงแบบ HBM (High-Bandwidth Memory) ป้อนตลาด AI เป็นหลัก จนทำให้กำลังการผลิตชิปหน่วยความจำแบบดั้งเดิม (DRAM) ที่ใช้ในสมาร์ตโฟนและคอมพิวเตอร์ทั่วไปเข้าสู่ภาวะตึงตัวและขาดแคลนทันที

นอกจากนี้ ชิปประมวลผลระดับ 2 นาโนเมตร (2nm) รุ่นใหม่ล่าสุดจาก TSMC ที่คาดว่าจะถูกนำมาใช้ใน iPhone 18 Series ทุกรุ่น เพื่อขับเคลื่อนระบบอัจฉริยะ 'Apple Intelligence' แบบ On-Device (การประมวลผลภายในเครื่องโดยตรงโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบคลาวด์ออฟไลน์เพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุด) ชิปขนาดเล็กลงระดับอณูที่สามารถอัดแน่นไปด้วยทรานซิสเตอร์มหาศาลนี้ แม้จะมอบพลังประมวลผลที่เร็วแรงและปลอดภัยยิ่งขึ้น แต่กลับมีต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้นกว่ารุ่นเดิมถึง 50% เนื่องจากเทคโนโลยีการผลิตที่ซับซ้อนอย่างยิ่งยวด และ TSMC เองก็ไม่ได้ให้ส่วนลดพิเศษแก่ลูกค้ารายใหญ่อย่าง Apple อีกต่อไป ส่งผลให้ภาระต้นทุนส่วนนี้ถูกโยนกลับมาที่หน้าตักของแบรนด์เต็มๆ

🔵 [สมรภูมิตะวันออกกลางสะเทือนซิลิคอนวัลเลย์: จากก๊าซฮีเลียมถึงแผงวงจร]


แต่นั่นยังเป็นเพียงแค่ครึ่งเดียวของปัญหา เพราะอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่เข้ามาซ้ำเติมและเขย่าห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของโลกไอทีจนแทบแตกสลาย คือ "วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง"

การปิดช่องแคบฮอร์มุซและการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้ลุกลามจากตลาดน้ำมันดิบ เข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลโดยตรง

 

  • วิกฤตก๊าซฮีเลียมล่มสลาย: โรงงานราส ลัฟฟาน (Ras Laffan) ในกาตาร์ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตก๊าซฮีเลียมเกือบ 1 ใน 3 ของโลก ถูกโจมตีด้วยโดรนจนต้องหยุดการผลิต ส่งผลให้ซัพพลายฮีเลียมบริสุทธิ์สูงในตลาดโลกหายไปทันที 30% ซึ่งก๊าซฮีเลียมนี้เป็น "วัตถุดิบที่ไม่มีสิ่งใดทดแทนได้" ในกระบวนการควบคุมอุณหภูมิและการผลิตชิปขั้นสูง (2nm และ 3nm) ยักษ์ใหญ่ไอทีในเกาหลีใต้อย่าง Samsung และ SK Hynix ที่พึ่งพาฮีเลียมจากกาตาร์ถึง 64.7% กำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะต้องลดกำลังการผลิตลง
  • แผงวงจรพิมพ์ (PCB) ขาดแคลนเฉียบพลัน: เหตุโจมตีโรงงานปิโตรเคมีของ SABIC ในซาอุดีอาระเบีย ทำให้วัตถุดิบสำคัญอย่าง เรซิน PPE (ความบริสุทธิ์สูง) ที่ใช้ในการผลิตแผ่นลามิเนตสำหรับแผงวงจรพิมพ์ (PCB) หยุดชะงักลง ซึ่ง SABIC ครองส่วนแบ่งตลาดโลกถึง 70% ส่งผลให้ราคา PCB ทะยานพุ่งสูงขึ้นถึง 40% ในเวลาเพียงเดือนเดียว! ซึ่งแผงวงจร PCB นี้เปรียบเสมือน 'กระดูกสันหลัง' หรือ 'ถนนหลัก' ที่เชื่อมโยงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทำให้วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้กระทบแค่สมาร์ตโฟนหรือคอมพิวเตอร์ทำงานเท่านั้น แต่กำลังส่งผลเป็นโดมิโน่ลามไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุปกรณ์สมาร์ตโฮมต่างๆ ทั่วโลก แถมระยะเวลารอคอยสินค้า (Lead Time) ยังยืดจาก 6 สัปดาห์ ออกไปนานถึง 6 เดือน
  • ต้นทุนโลจิสติกส์อ้อมโลก: สายการเดินเรือต้องเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป แอฟริกาใต้ เพิ่มระยะเวลาเดินทางขึ้นอีก 19 วัน ดันค่าระวางเรือและค่าประกันภัยสงครามพุ่งกระฉูด สร้างความสูญเสียต่อซัพพลายเชนทั่วโลกสัปดาห์ละ 2,000 - 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


เมื่อพลังงานเฉพาะทางขาดแคลน วัตถุดิบทำแผงวงจรแพงขึ้น และการขนส่งติดขัด โลกไอทีจึงก้าวเข้าสู่ยุค "เงินเฟ้อเทคฯ (Tech Inflation)" ที่ทุกอย่างพร้อมใจกันแพงขึ้นทั้งระบบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



🔵 [วิกฤต “เงินเฟ้อเทคฯ” ลามถึงโต๊ะทำงานคุณ: โน้ตบุ๊กเตรียมปรับขึ้น 25-30%]


สำหรับคนทำงานออฟฟิศ ฟรีแลนซ์ หรือผู้ประกอบการที่กำลังวางแผนอัปเกรดคอมพิวเตอร์ทำงานเครื่องใหม่ วิกฤตนี้ไม่ได้อยู่ไกลตัวคุณเลย



ผู้บริหารระดับสูงของ Asus (แบรนด์พีซีอันดับ 5 ของโลก) ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า บริษัทจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้ารุ่นใหม่ประมาณ 25% ถึง 30% ภายในช่วงไตรมาสนี้ และแบรนด์คู่แข่งทุกรายก็กำลังเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน



"แรม DRAM ขนาด 32GB เมื่อช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว ยังมีราคาเพียง 3,000 ดอลลาร์ไต้หวันใหม่ แต่ตอนนี้ราคาพุ่งทะลุเกิน 20,000 ดอลลาร์ไต้หวันใหม่ต่อชิ้นไปแล้ว... แล้วเราจะไม่ให้สะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปในราคาสินค้าได้อย่างไร?" — โฮเซ่ เหลียว ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายธุรกิจระบบของ Asus กล่าวอย่างตรงไปตรงมา


จากเดิมที่ค่า CPU และ Memory (RAM/SSD) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 45% ของต้นทุนรวม (BOM) ในโน้ตบุ๊กทำงานระดับกลางราคาประมาณ 30,000 บาท (900 ดอลลาร์) ตอนนี้ตัวเลขดังกล่าวได้ดีดตัวขึ้นไปสูงถึง 58% เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งทำให้โน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ๆ ที่จะวางจำหน่ายในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะมีราคาเปิดตัวที่แพงหูฉี่ จนผู้บริโภคบางกลุ่มเริ่มตัดใจยอมลดสเปกไปใช้แบรนด์ทางเลือกอื่นแทน

🗨️ชวนคิด...ในยุคที่ทุกอย่างแพงขึ้นพร้อมกันหมดเช่นนี้ ทั้งค่าน้ำมัน ค่ากินอยู่ และตอนนี้กำลังลามมาถึงอุปกรณ์ไอทีที่เป็นเสมือน "เครื่องมือทำมาหากิน" หลักของพวกเราทุกคน...

คุณมีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไร? วิกฤต "ชิปแพง-ของขาด" ในครั้งนี้ จะส่งผลต่อการตัดสินใจซื้ออุปกรณ์ไอทีเครื่องต่อไปของคุณอย่างไรบ้าง?

และหากคุณเป็นเจ้าของกิจการหรือหัวหน้าทีมที่กำลังวางแผนจัดซื้อและบริหารงบประมาณไอทีของบริษัทในปีนี้ คุณจะเลือกทางไหนดี

จะเลือกใช้งานเครื่องเก่าต่อไปให้นานที่สุดและหันมาซ่อมบำรุงแทน?

จะยอมปรับลดงบประมาณและลดสเปกสินค้าลง?

หรือจำเป็นต้องยอมควักกระเป๋าจ่ายแพงขึ้นเพื่อเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในการทำงาน?

ข่าวล่าสุด