เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : เสียงสะท้อนจากปากท้องถึงทำเนียบ : เดิมพันรื้อโครงสร้างพลังงาน ชี้ชะตารัฐบาลอนุทิน

05 เม.ย. 2569

OPINION : เสียงสะท้อนจากปากท้องถึงทำเนียบ : เดิมพันรื้อโครงสร้างพลังงาน ชี้ชะตารัฐบาลอนุทิน

วันนี้ตัวเลขหน้าปั๊มทำเอาคนไทยถึงกับอึ้ง เมื่อราคาน้ำมันดีเซลพุ่งทะลุ 50 บาทต่อลิตรไปแล้ว นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของคนมีรถ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของโดมิโนเศรษฐกิจ

ที่ลามไปถึงค่าขนส่งและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแทบทุกชนิด คำว่า "ข้าวยากหมากแพง" ไม่ใช่วลีเปรียบเปรยอีกต่อไป แต่เป็นความจริงที่กำลังกัดกินเงินในกระเป๋าของทุกคน

 

เสียงสะท้อนความเดือดร้อนจากชาวบ้านดังไปถึงทำเนียบรัฐบาล ทำให้ช่วงที่ผ่านมาเราเห็นภาพนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ลงพื้นที่ตรวจราคาสินค้าบ่อยขึ้น แต่นั่นก็ยังไม่พอที่จะลบความรู้สึก "ย้อนแย้ง" ในใจของประชาชนได้ เพราะในขณะที่รัฐบาลส่งสัญญาณว่า "กำลังพยายามช่วยอยู่นะ" ความเป็นจริงคือค่าครองชีพก็ยังคงพุ่งไม่หยุด การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเริ่มเอาไม่อยู่ เพราะหัวใจของปัญหานี้คือเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือ "โครงสร้างพลังงาน"

 

🔵 [พายุพลังงาน กับช่องว่างความเข้าใจ]

ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันเกือบ 100% พอโลกมีปัญหา เราก็รับเคราะห์เต็มๆ รัฐบาลเองก็อยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ตอนนี้กองทุนน้ำมันฯ ต้องควักเนื้อช่วยอุดหนุนราคาดีเซลอยู่ถึงลิตรละ 17 บาท จนเพดานหนี้ใกล้จะชนลิมิต การจะไปบีบโรงกลั่นให้ลด "ค่าการกลั่น" ก็ต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะถ้าบีบแรงไปจนโรงกลั่นหยุดงาน วิกฤตก็จะยิ่งหนักกว่าเดิม

 

แต่สิ่งที่ทำให้คนฟังแล้วรู้สึกแพ้เสียงในหัว คือการที่รัฐบาลออกมาขอความร่วมมือให้ "ทางเดียวกันไปด้วยกัน (Carpool)" หรือ "เปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) สิ" คำแนะนำเหล่านี้สะท้อนให้เห็นช่องว่างทางความคิดที่ห่างไกลกันมาก เพราะการบอกให้คนแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ ในยุคที่แค่หาเงินกินข้าวแต่ละมื้อยังลำบาก ถือเป็นการสื่อสารที่อาจจะยังไม่เข้าใจบริบทชีวิตของคนหาเช้ากินค่ำอย่างแท้จริง

🔵 [วิกฤตศรัทธา ‘ดรีมทีม’ และน้ำมันล่องหน]

ความไม่เข้าใจนี้สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขชัดเจน โพลล่าสุดจาก "นิด้าโพล" ชี้ว่าประชาชนเริ่มขาดความมั่นใจใน "ดรีมทีมเศรษฐกิจ" กว่า 40% บอกว่าไม่มั่นใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอีกกว่า 46% ยอมรับตรงๆ ว่า "ไม่เห็นใจนายกฯ เลย" นี่คือสัญญาณเตือนว่า การลงพื้นที่แบบเดิมๆ ซื้อใจประชาชนไม่ได้อีกต่อไป

ผลสำรวจนิด้าโพลล่าสุด เรื่องดรีมทีม

ยิ่งไปกว่านั้น ข่าวใหญ่เรื่อง "น้ำมันหาย 57 ล้านลิตร" ยิ่งสุมไฟความไม่พอใจ การที่นายกฯ เลือกที่จะนิ่งเพื่อซุ่มจับ "ไอ้โม่ง" อาจจะดีในแง่ของการทำงานสืบสวน แต่ในความรู้สึกของประชาชนที่ถูกขอร้องให้ประหยัดน้ำมันทุกหยด การที่น้ำมันมหาศาลหายไปง่ายๆ กลับสร้างความรู้สึกว่ากำลังถูกเอาเปรียบ หากไม่มีการลากตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษอย่างโปร่งใส ความเงียบนั้นอาจถูกตีความไปในทางลบได้ทันที

 

🔵 [เดิมพัน ครม. นัดแรก: ถึงเวลาผ่าตัดพลังงาน]

แรงกดดันทั้งหมดนี้ พุ่งเป้าไปที่ก้าวต่อไปของรัฐบาล โดยเฉพาะในวันที่ 6 เมษายน หลังนายกฯ นำ ครม. เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณเสร็จสิ้น จะมีการเรียกประชุม ครม. นัดแรกแบบลากยาวทันที

ไฮไลต์สำคัญบนโต๊ะประชุม ไม่ใช่แค่การตั้งศูนย์บริหารเศรษฐกิจ (ศบก.) โฉมใหม่ แต่คือการเตรียม "รื้อโครงสร้างพลังงานไทย" ครั้งใหญ่

 

มีรายงานว่า เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง และ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เตรียมผ่าตัดกลไกราคาใหม่ทั้งหมด โดยใช้ข้อมูลจาก พิพัฒน์ รัชกิจประการ  รมว.คมนาคมที่ชี้ให้เห็นความผิดปกติของ "ค่าการกลั่น" ที่จู่ๆ ก็กระโดดจาก 2 บาทไปเป็น 14 บาทต่อลิตรในเวลาสั้นๆ รวมถึงการถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องการบวก "ค่าความเสี่ยงจากสงคราม" และค่าประกันภัยเข้าไปในราคาหน้าโรงกลั่น ทั้งที่อาจไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

เป้าหมายของการประชุมนัดนี้ คือการสั่ง "หั่นต้นทุนส่วนเกิน" เหล่านี้ทิ้ง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค และมุ่งลดราคาน้ำมันให้ทันก่อนที่คนไทยจะต้องเดินทางกลับบ้านในช่วงเทศกาลสงกรานต์

 

🔵 [จับตาทางลัดสู่การฟื้นฟูความเชื่อมั่น]

รัฐบาลเดินทางมาถึงจุดที่ความอดทนของประชาชนใกล้ถึงขีดสุด การกู้ศรัทธาคืนมาไม่ได้อยู่ที่วาทกรรมสวยหรู หรือจำนวนครั้งที่เดินตลาด แต่อยู่ที่ "ความกล้า" ที่จะเข้าไปจัดการกับโครงสร้างผลประโยชน์ของกลุ่มทุน เพื่อให้น้ำมันทุกลิตรถึงมือชาวบ้านในราคาที่เป็นธรรม และทำให้ทุกคนมีเงินเหลือพอที่จะใช้ชีวิตต่อไปได้ นี่อาจจะเป็นไพ่อีกใบที่จะชี้ชะตาว่า รัฐบาลจะสอบผ่านพายุวิกฤตศรัทธาครั้งนี้ไปได้หรือไม่?