🔵 [จากนักปรัชญา สู่มันสมองด้านความมั่นคง]
ลาริจานี ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการการเมืองอิหร่าน เขาเกิดในครอบครัวผู้นำศาสนาชั้นนำ จบการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านปรัชญา และเคยเป็นอดีตสมาชิกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน เขาคือนักการเมืองสายเก๋าที่ควบตำแหน่งสำคัญมานับไม่ถ้วน ทั้งอดีตประธานรัฐสภา (ปี 2008-2020) อดีตหัวหน้าทีมเจรจานิวเคลียร์ และล่าสุดเพิ่งกลับมาผงาดในใจกลางสถาบันความมั่นคงของอิหร่าน ด้วยการรับตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด (SNSC) เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ที่สำคัญที่สุด เขาคือบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจและภักดีต่อคาเมเนอีอย่างสุดซึ้ง
🔵 [นักปฏิบัติการผู้เดินเกมทูต 3 ขั้วมหาอำนาจ]
สไตล์การทำงานของลาริจานีถูกมองว่าเป็น "สายปฏิบัติการนิยม" (Pragmatist) ที่สามารถประสานรอยร้าวและสานสัมพันธ์กับหลายขั้วอำนาจในระบบการเมืองอิหร่านได้ เขาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเดินสายเจรจาการทูตระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเยือนโอมานเพื่อปูทางเจรจานิวเคลียร์ทางอ้อมกับสหรัฐฯ การบินไปมอสโกเพื่อหารือด้านความมั่นคงและพบปะประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน รวมถึงการได้รับมอบหมายให้ผลักดันข้อตกลงความร่วมมือ 25 ปีกับจีน
ในเรื่องของนิวเคลียร์ ลาริจานีมีมุมมองที่ประนีประนอมโดยเชื่อว่าปัญหาขัดแย้งกับสหรัฐฯ นั้น "แก้ไขได้" แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็มีจุดยืนที่แข็งกร้าวในการปกป้องสิทธิของประเทศ โดยเคยเปรียบเทียบข้อเสนอของยุโรปที่ให้อิหร่านเลิกผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ว่าเหมือนการ "เอาไข่มุกไปแลกกับลูกอม" และย้ำชัดเจนว่าโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านไม่มีทางถูกทำลายได้ เพราะเมื่อค้นพบเทคโนโลยีแล้ว ความรู้นั้นก็ไม่อาจถูกขโมยหรือพรากไปได้