เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : รู้จัก TOFI ดูผอม แต่อ้วนแฝง! อายุสั้นลง 7 ปี เสี่ยงโรคเพิ่มเพียบ?

27 ก.ค. 2569 | ปิยวรรณ ประเมษฐะวนิช

OPINION : รู้จัก TOFI ดูผอม แต่อ้วนแฝง! อายุสั้นลง 7 ปี เสี่ยงโรคเพิ่มเพียบ?

ใช่แล้วค่ะ ยุคนี้โลกเปิดกว้าง ไม่ว่าคุณจะมีสัดส่วนแบบไหน หุ่นรูปทรงใด แค่เป็นตัวเองในแบบที่มั่นใจก็พอ... แต่หากพูดถึงภาวะน้ำหนักเกิน เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องรูปร่าง หรือความสวยความงาม แต่กำลังเป็นภัยคุกคามสุขภาพระดับโลก!

“ความอ้วน” ไม่ได้ดูแค่น้ำหนัก...

 

พลอยเจอข้อมูลล่าสุดจากองค์การอนามัยโลก และงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ใหญ่ทั่วโลกเกือบ 2 พันล้านคน ที่อยู่ในภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน และตัวเลขนี้ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 


ขณะที่รายงานสุขภาพประจำปี 2025 ของสถาบันตรวจสุขภาพในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ยิ่งสะท้อนภาพปัญหานี้ได้อย่างชัดเจน โดยพบว่า 57% ของประชากรที่เข้ารับการตรวจสุขภาพมีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน 

ที่น่าสนใจคือ ผู้ชายมีปัญหานี้มากกว่าผู้หญิงอย่างชัดเจน โดยผู้ชาย 70.1% มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน ส่วนผู้หญิงมี 43.2% และในกลุ่มผู้ชายอายุ 45–49 ปี ตัวเลขพุ่งสูงถึง 77.7% เลยทีเดียว 

 


แม้จะเป็นข้อมูลจากประเทศจีน แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนที่ใกล้ตัวคนไทยไม่น้อย เพราะประเทศไทยเองก็เผชิญปัญหาโรคอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในวัยทำงานที่ใช้ชีวิตนั่งโต๊ะ เคลื่อนไหวน้อย และเผชิญความเครียดสูง 

หลายคนคิดว่าตัวเอง “คงยังไม่อ้วน” เพราะน้ำหนักไม่ได้มากนัก แต่ในทางการแพทย์ การประเมินภาวะอ้วนไม่ได้ดูแค่ตัวเลขบนตาชั่ง วิธีที่ใช้กันทั่วโลกคือการคำนวณ BMI (Body Mass Index) หรือดัชนีมวลกาย เกณฑ์ของคนเอเชียปกติอยู่ในช่วง 18.5–22.9 ถ้าเริ่มน้ำหนักเกิน ตัวเลขจะพุ่งมาระหว่าง 23–24.9 และตัวเลขที่ไม่มีใครอยากให้เป็น คือ BMI 25 ขึ้นไป ถือว่าคุณ “อ้วน” 

แต่บางครั้ง BMI ก็ไม่สามารถบอกทุกอย่างได้ เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่รูปร่างดูผอม แต่มีไขมันสะสมในช่องท้องสูง หรือที่เรียกว่า TOFI (Thin Outside, Fat Inside)

แพทย์จึงแนะนำให้ดูรอบเอวร่วมด้วย ผู้ชายรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตร และผู้หญิงรอบเอวเกิน 80–85 เซนติเมตร ถือว่าเริ่มมีความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับไขมันในช่องท้อง



งานวิจัยพบว่า โรคอ้วนสามารถลดอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ได้ประมาณ 6–7 ปี ยิ่งอ้วนมาก ความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคต่าง ๆ ก็ยิ่งสูงขึ้น และเมื่อ BMI สูงกว่า 35 ความเสี่ยงเสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นถึง 30–40% สาเหตุสำคัญเป็นเพราะไขมันส่วนเกินไม่ได้อยู่เฉย ๆ มันทำหน้าที่เหมือนอวัยวะหนึ่งในร่างกาย ที่ปล่อยสารอักเสบออกมาตลอดเวลา ส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ อย่างเงียบ ๆ 

ขณะที่ “การลดน้ำหนัก” ก็ไม่จำเป็นต้องหักโหม แนวทางที่ได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกยังคงเป็นเรื่องพื้นฐานที่หลายคนรู้ แต่ทำได้ยากที่สุด นั่นคือ “ความสม่ำเสมอ” 



เริ่มจากการปรับอาหาร เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนคุณภาพดี ลดอาหารทอด อาหารหวาน และเครื่องดื่มน้ำตาลสูง ขยับร่างกายให้มากขึ้น องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือประมาณวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ และควรเสริมเวทเทรนนิงหรือการฝึกกล้ามเนื้ออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อและเพิ่มการเผาผลาญ 

อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือ “การนอน” ถ้านอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงเป็นประจำ จะมีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนความหิวที่ผิดปกติ ทำให้กินมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วนในระยะยาว รวมถึงการจัดการความเครียด เพราะหลายคนกินอาหารเพื่อลดความเครียดโดยไม่รู้ตัว 

ท้ายที่สุด ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า เป้าหมายของการควบคุมน้ำหนักไม่ใช่การ “ผอมที่สุด” แต่คือการมีร่างกายที่แข็งแรง มีพลัง และลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังในอนาคต เพราะสุขภาพที่ดี ไม่ได้วัดจากตัวเลขบนตาชั่งเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากคุณภาพชีวิตที่เราจะมีในอีก 10–20 ปีข้างหน้าด้วยเช่นกัน

ข่าวล่าสุด