ในขณะที่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จาง เจี้ยนเว่ย ทูตจีนประจำประเทศไทยได้ออกบทความ ชื่นชมอย่างสูงต่อจุดยืนอันถูกต้องและยุติธรรมของไทยในการยึดมั่นหลักการจีนเดียว และเรียกร้องทุกภาคส่วนของไทย รวมถึงชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย ให้ร่วมกันส่งเสียงสนับสนุนหลักการจีนเดียวและต่อต้านการแบ่งแยก สู่เป้าหมายเพื่อบรรลุการรวมชาติอย่างสมบูรณ์
🔵 [นโยบาย VS หลักการ]
หากมองในภาพกว้าง เป็นที่ชัดเจนว่าจีนกำลังปิดล้อมไต้หวันทุกทิศทางสไตล์ “การทูตนักรบหมาป่า” ที่เน้นสื่อสารตรง แข็งกร้าว และตอบโต้อย่างรวดเร็วในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยหรือผลประโยชน์ระดับชาติ
เห็นได้จากการที่หลายประเทศตัดความสัมพันธ์กับไต้หวันและหันไปจับมือกับจีนแผ่นดินใหญ่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เช่น ปานามา (2560) โดมินิกัน (2561) เอลซัลวาดอร์ (2561) นิการากัว (2564) ฮอนดูรัส (2566) และนาอูรู (2567) ส่งผลให้ปัจจุบันเหลือประเทศที่ยังคงให้การรับรองไต้หวันเพียง 12 ประเทศเท่านั้น โดยในจำนวนนี้ไม่มีประเทศในทวีปเอเชียเลยแม้แต่ประเทศเดียว อย่างไรก็ตาม หลายประเทศรวมถึงไทยยังคงมีความสัมพันธ์กับไต้หวันผ่าน “สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป” ซึ่งเปรียบเสมือนสถานทูตในทางพฤตินัย
แม้จะใช้คำว่าจีนเดียวเหมือนกัน แต่นโยบายจีนเดียวกับหลักการจีนเดียวไม่ได้มีความหมายเหมือนกัน นโยบายคือการยอมรับว่ารัฐจีนเพียงรัฐเดียวคือสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่หลักการจีนเดียวคือการยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนด้วย ซึ่งหากดูตามถ้อยแถลงร่วมไทย-จีนแล้ว ถือว่าไทยยอมรับทั้งนโยบายและหลักการ
🔵 [ความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์]
ส่วนในกรณีของสหรัฐฯ แม้จะยอมรับในนโยบายจีนเดียว แต่ไม่ยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน แต่ในทางกลับกันก็ไม่สนับสนุนการประกาศเอกราชของไต้หวัน แม้สหรัฐฯ จะให้การสนับสนุนด้านอาวุธแก่ไต้หวันมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม นี่คือความจงใจของสหรัฐฯ ที่ใช้มาตรการ “ความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์” เพื่อคงไว้ซึ่ง Status Quo และรักษาสันติภาพในช่องแคบไต้หวันต่อไป
กฎหมายว่าด้วยความสัมพันธ์กับไต้หวันที่สหรัฐฯ ออกมาหลังเปิดสัมพันธ์กับจีน เปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่ไต้หวันเพื่อป้องกันตนเองได้ ต่อมาในสมัยของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน เขาได้ให้คำมั่นสัญญา 6 ข้อแก่ไต้หวันว่า สหรัฐฯ จะไม่กำหนดวันสิ้นสุดในการขายอาวุธให้แก่ไต้หวัน จะไม่ปรึกษาจีนก่อนตัดสินใจขายอาวุธให้ไต้หวัน จะไม่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างจีนกับไต้หวัน จะไม่กดดันให้ไต้หวันเปิดการเจรจากับจีน จะไม่แก้ไขกฎหมายว่าด้วยความสัมพันธ์ไต้หวัน และจะไม่เปลี่ยนแปลงจุดยืนเรื่องอธิปไตยเหนือไต้หวัน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อทำให้ไต้หวันมีความแข็งแกร่งทางทหารมากพอที่จีนจะ “ไม่กล้า” หรืออย่างน้อยต้องทบทวนให้ดีก่อนตัดสินใจใช้ปฏิบัติการทางทหารกับไต้หวันนั่นเอง
ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคสมัย ประเทศไทยยังคงจุดเด่นในการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ดังนั้น ในโลกที่แบ่งขั้วกันรุนแรงขึ้นจนอาจบีบให้ไทยต้องเลือกข้าง ไทยจึงต้องเดินเกมการทูตอย่างรอบคอบ ไม่ให้ตกเป็นหนึ่งในหมากแห่ง “สงครามตัวแทน” ระหว่างจีนกับไต้หวันที่มีสหรัฐฯ เป็นผู้ให้การสนับสนุนอย่างโจ่งแจ้งครับ