เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : จีนเดียวไม่เปลี่ยนแปลง! “ไทย” กลางความขัดแย้ง “จีน-ไต้หวัน”

26 ก.ค. 2569 | กิตติดิษฐ์ ธนดิษฐ์สุวรรณ

OPINION : จีนเดียวไม่เปลี่ยนแปลง! “ไทย” กลางความขัดแย้ง “จีน-ไต้หวัน”

ในขณะที่จีนกำลังผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทัดเทียมสหรัฐฯ สถานการณ์บริเวณช่องแคบไต้หวันก็ร้อนแรงต่อเนื่อง แม้จากการประเมินล่าสุดของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ จะเชื่อว่าจีนยังไม่บุกยึดไต้หวันภายในปีหน้าแล้วก็ตาม แต่จีนก็ยังคงกดดันไต้หวันอยู่ตลอด

โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่แล้วที่มีการซ้อมรบรอบเกาะไต้หวัน ในขณะที่ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีการซ้อมรบด้วยกระสุนจริงสองวันติดต่อกัน

 

ขณะเดียวกันในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับนานาประเทศ หนึ่งในข้อเรียกร้องของจีนก็คือ ต้องเคารพนโยบาย “จีนเดียว” อย่างเข้มงวด จึงทำให้เกิดกรณีพิพาทกับสหรัฐฯ อยู่บ่อยๆ เวลาที่มีสมาชิกสภาคองเกรสเดินทางเยือนไต้หวัน หรือกรณีที่สหรัฐฯ ดีลขายอาวุธมูลค่ากว่าหมื่นล้านดอลลาร์ให้ไต้หวันเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

 

🔵 [ไต้หวันเคืองไทย]

 

และแล้วไทยก็ถูกลากเข้าไปในความขัดแย้งระหว่างจีนและไต้หวัน สืบเนื่องจากการเดินทางเยือนจีนของนายกฯ อนุทิน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ในการพบกันระหว่างผู้นำของสองประเทศที่จะต้องมีการออกแถลงการณ์ร่วมกัน แต่ในถ้อยแถลงร่วมไทย-จีนฉบับที่มีเนื้อหายาวเหยียดนี้ มีอยู่ข้อหนึ่งที่ทำให้ไต้หวันไม่พอใจ

 

ในข้อที่ 6 ของถ้อยแถลงระบุว่า ไทยยืนยันคำมั่นอันแน่วแน่ต่อ “นโยบายจีนเดียว” โดยยอมรับว่ารัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลตามกฎหมายเพียงรัฐบาลเดียวที่เป็นตัวแทนของจีนทั้งปวง และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ รวมทั้งสนับสนุนการรวมชาติอย่างสันติ และจะไม่สนับสนุนการเรียกร้องใด ๆ เรื่องเอกราชของไต้หวัน นอกจากนี้ ไทยจะสนับสนุนนโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ของจีนด้วย

หลังจากนั้นไม่นานรัฐบาลไต้หวัน นำโดยหลิน เจียหลง รัฐมนตรีต่างประเทศได้ออกมาแสดงความผิดหวังต่อไทยที่ยอมรับและดำเนินตามจุดยืนของรัฐบาลจีน พร้อมประณามจีนว่าพยายามใช้เวทีนานาชาติบ่อนทำลายสถานะทางการเมืองของไต้หวัน ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของไต้หวัน ย้ำว่า ไต้หวันเป็นประเทศที่มีอธิปไตยและเป็นอิสระ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งหรือขึ้นตรงต่อจีน จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยหยุดสนับสนุนจีนในการใช้อิทธิพลข่มขู่กดดันไต้หวัน เพราะท้ายที่สุดสิ่งนี้อาจส่งผลกระทบย้อนกลับมายังประเทศที่ยอมอ่อนข้อให้กับจีนเอง

 

🔵 [จีนเดียวไม่เปลี่ยนแปลง]

 

ต้องยอมรับว่าท่าทีของไต้หวันรอบนี้ดู “เล่นใหญ่” เป็นพิเศษ เพราะจริงๆ ไทยเองก็ยึดมั่นในหลักการจีนเดียวมาตั้งแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีนมาตั้งแต่ 51 ปีที่แล้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว จึงตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นกระแสภายในไต้หวันที่ประชาชนเกิดความกังวล จึงทำให้ทางการไต้หวันต้องออกมาแสดงท่าที

 

ดังนั้นไทยจึงเชื่อว่าเอกสารที่ใช้ถ้อยคำเดิมมาตลอด ไม่น่าจะมีประเด็นอะไร เพราะไทยก็มีความสัมพันธ์กับไต้หวัน ทุกอย่างยังเหมือนเดิม และคงไม่กระทบกับมาตรการฟรีวีซ่าที่ไต้หวันเพิ่งต่ออายุให้กับไทยแต่อย่างใด สอดคล้องกับนายกฯ อนุทินที่ตอบสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า ไทยยืนนโยบายจีนเดียวมาโดยตลอด ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่อะไร

OPINION : จีนเดียวไม่เปลี่ยนแปลง! “ไทย” กลางความขัดแย้ง “จีน-ไต้หวัน”

ในขณะที่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จาง เจี้ยนเว่ย ทูตจีนประจำประเทศไทยได้ออกบทความ ชื่นชมอย่างสูงต่อจุดยืนอันถูกต้องและยุติธรรมของไทยในการยึดมั่นหลักการจีนเดียว และเรียกร้องทุกภาคส่วนของไทย รวมถึงชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย ให้ร่วมกันส่งเสียงสนับสนุนหลักการจีนเดียวและต่อต้านการแบ่งแยก สู่เป้าหมายเพื่อบรรลุการรวมชาติอย่างสมบูรณ์

 

🔵 [นโยบาย VS หลักการ]

 

หากมองในภาพกว้าง เป็นที่ชัดเจนว่าจีนกำลังปิดล้อมไต้หวันทุกทิศทางสไตล์ “การทูตนักรบหมาป่า” ที่เน้นสื่อสารตรง แข็งกร้าว และตอบโต้อย่างรวดเร็วในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยหรือผลประโยชน์ระดับชาติ

 

เห็นได้จากการที่หลายประเทศตัดความสัมพันธ์กับไต้หวันและหันไปจับมือกับจีนแผ่นดินใหญ่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เช่น ปานามา (2560) โดมินิกัน (2561) เอลซัลวาดอร์ (2561) นิการากัว (2564) ฮอนดูรัส (2566) และนาอูรู (2567) ส่งผลให้ปัจจุบันเหลือประเทศที่ยังคงให้การรับรองไต้หวันเพียง 12 ประเทศเท่านั้น โดยในจำนวนนี้ไม่มีประเทศในทวีปเอเชียเลยแม้แต่ประเทศเดียว อย่างไรก็ตาม หลายประเทศรวมถึงไทยยังคงมีความสัมพันธ์กับไต้หวันผ่าน “สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป” ซึ่งเปรียบเสมือนสถานทูตในทางพฤตินัย

 

แม้จะใช้คำว่าจีนเดียวเหมือนกัน แต่นโยบายจีนเดียวกับหลักการจีนเดียวไม่ได้มีความหมายเหมือนกัน นโยบายคือการยอมรับว่ารัฐจีนเพียงรัฐเดียวคือสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่หลักการจีนเดียวคือการยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนด้วย ซึ่งหากดูตามถ้อยแถลงร่วมไทย-จีนแล้ว ถือว่าไทยยอมรับทั้งนโยบายและหลักการ

 

🔵 [ความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์]

 

ส่วนในกรณีของสหรัฐฯ แม้จะยอมรับในนโยบายจีนเดียว แต่ไม่ยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน แต่ในทางกลับกันก็ไม่สนับสนุนการประกาศเอกราชของไต้หวัน แม้สหรัฐฯ จะให้การสนับสนุนด้านอาวุธแก่ไต้หวันมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม นี่คือความจงใจของสหรัฐฯ ที่ใช้มาตรการ “ความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์” เพื่อคงไว้ซึ่ง Status Quo และรักษาสันติภาพในช่องแคบไต้หวันต่อไป

 

กฎหมายว่าด้วยความสัมพันธ์กับไต้หวันที่สหรัฐฯ ออกมาหลังเปิดสัมพันธ์กับจีน เปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่ไต้หวันเพื่อป้องกันตนเองได้ ต่อมาในสมัยของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน เขาได้ให้คำมั่นสัญญา 6 ข้อแก่ไต้หวันว่า สหรัฐฯ จะไม่กำหนดวันสิ้นสุดในการขายอาวุธให้แก่ไต้หวัน จะไม่ปรึกษาจีนก่อนตัดสินใจขายอาวุธให้ไต้หวัน จะไม่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างจีนกับไต้หวัน จะไม่กดดันให้ไต้หวันเปิดการเจรจากับจีน จะไม่แก้ไขกฎหมายว่าด้วยความสัมพันธ์ไต้หวัน และจะไม่เปลี่ยนแปลงจุดยืนเรื่องอธิปไตยเหนือไต้หวัน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อทำให้ไต้หวันมีความแข็งแกร่งทางทหารมากพอที่จีนจะ “ไม่กล้า” หรืออย่างน้อยต้องทบทวนให้ดีก่อนตัดสินใจใช้ปฏิบัติการทางทหารกับไต้หวันนั่นเอง

 

ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคสมัย ประเทศไทยยังคงจุดเด่นในการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ดังนั้น ในโลกที่แบ่งขั้วกันรุนแรงขึ้นจนอาจบีบให้ไทยต้องเลือกข้าง ไทยจึงต้องเดินเกมการทูตอย่างรอบคอบ ไม่ให้ตกเป็นหนึ่งในหมากแห่ง “สงครามตัวแทน” ระหว่างจีนกับไต้หวันที่มีสหรัฐฯ เป็นผู้ให้การสนับสนุนอย่างโจ่งแจ้งครับ

ข่าวล่าสุด