เป็นเรื่องใกล้ตัว ที่ต้องนำเสนอเพื่อเป็นอุทาหรณ์ย้ำเตือน สำหรับคนที่รู้ไม่เท่าทันแก๊งมิจฉาชีพ ที่มีกลวิธีหลายหลายมาดูดเงินจากบัญชีบัตรเครดิต และบัตรเดบิตของเราไปโดยไม่รู้ตัว หรือมารู้ที่หลังก็สายไปเสียแล้ว

เหยื่อแฉเล่ห์กลลวง "แก๊งดูดเงิน" สูญนับแสน

ผู้เสียหายรายนี้เล่าให้ทีมข่าว "สืบสวนความจริง" ฟังถึงประสบการณ์ หลังเธอนั้นถูกมิจฉาชีพนำบัตรเดบิตของเธอไปใช้งานโดยที่เธอไม่รู้ตัวมาก่อน เป็นยอดเงินสูงถึง 2 แสนบาท เธอบอกว่าตั้งแต่ได้บัตรเดบิตใบนี้มา เธอเคยใช้ซื้อของออนไลน์เพียงครั้งเดียว เมื่อ 4 เดือนก่อน และบัญชีนี้เป็นบัญชีเงินเก็บจึงไม่ค่อยมีการทำธุรกรรมใดๆ แต่ช่วงที่ผ่านมากลับมีการใช้งานเกิดขึ้น 2 ครั้งรวมแล้วเป็นยอดเงินสูงถึง 2 แสนบาท

เหยื่อแฉเล่ห์กลลวง "แก๊งดูดเงิน" สูญนับแสน
และการทำธุรกรรมไม่มีการแจ้งเตือนใดๆให้เธอทราบ และเมื่อทราบเรื่อง
ก็ได้แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและดำเนินการแจ้งเรื่องกับธนาคารตามกฎหมาย

เหยื่อแฉเล่ห์กลลวง "แก๊งดูดเงิน" สูญนับแสน

นอกจากผู้เสียหายรายนี้แล้วแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญในระบบไซเบอร์อย่าง ดร.ปริญญา หอมเอนก ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็เคยตกเป็นเหยื่อของก็ของการดูดเงินออกจากบัญชีบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตเช่นกัน

เหยื่อแฉเล่ห์กลลวง "แก๊งดูดเงิน" สูญนับแสน

โดย ดร.ปริญญา ก็ได้ฝากย้ำเตือนถึงทุกคนๆว่า ไม่ควรนำบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิทไปผูกไว้กับเวปช็อปปิ้งออนไลน์ทั้งหลาย เพราะจะมีการขอข้อมูลสำคัญ 4 อย่าง คือ
-ชื่อ นามสกุล
-เลขหน้า บัตร 16 หลัก
-วันหมด อายุบัตร และเลข 3 หลัก หลังบัตร
ซึ่งหากข้อมูลเหล่านี้หลุดออกไปจากเวปช็อปออนไลน์หรือถูก hacker ขโมยข้อมูลไป ก็จะทำให้เงินของเราโดยเฉพาะเงินเก็บในบัตรเดบิตที่เราอาจจะผูกไว้กับบัญชีเงินเดือนหายไปโดยไม่รู้ตัว

แน่นอนว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้นครั้งแรก มันเป็นปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมานานแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาการทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์ยังมีไม่มาก ความเสียหายจึงเกิดน้อย ต่างจากปัจจุบันที่ปัญหารุนแรงขึ้น เพราะมีการทำธุรกรรมผ่านออนไลน์มากขึ้น ด้วยเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาตลอดเวลา ทั้งด้านมืดและด้านสว่าง 

 

เพราะฉะนั้นแนวทางแก้ปัญหาทางไซเบอร์ ไม่สามารถแก้ได้โดยทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว จะต้องอาศัยความร่วมมือหลายภาคส่วน  ที่สำคัญ ประชาชนต้องมีความรู้เท่าทันด้วย