เปิดผลประชุม ศปอส. แก้ไขปัญหามิจฉาชีพ ลอบตัดบัญชี ปชช.สรุป ธนาคารรับเป็นผู้เสียหาย แจ้งร้องทุกข์ บช.สอท. ส่วน ปชช.ที่ตกเป็นเหยื่อแจ้งบัญชีต่อธนาคาร รอตรวจสอบ รับเงินคืนใน 5 วัน ปล่อยให้ ตร.-ธ. ประสานคดี แจ้งชื่อผู้ได้รับการเยียวยา โดยมีผู้ประสานงานคดีเพื่อความรวดเร็ว

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

วันที่ 19 ตุลาคม 2564 จากการประชุมศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) หรือ Police Cyber Taskforce : PCT ที่มี พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ( รอง ผบ.ตร.) ในฐานะ ผู้อำนวยศูนย์ฯ ร่วมหารือกับสมาคมธนาคารไทย, ธนาคารแห่งประเทศไทย, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, สำนักงานคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) โดยใช้เวลาประชุมกว่า 2 ชั่วโมง ในการวางแผนป้องกัน แก้ไขปัญหาลักลอบเข้าหักเงินออกจากบัญชีของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง 

โฆษกตร.แจงข้อสรุป ศปอส. ล้อมคอก ลอบดูดเงินจากบัญชี

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(รอง โฆษก ตร.) เผยผลสรุปในการประชุมครั้งนี้ ว่า 1.ขณะนี้ได้รับรายงานจากทางสมาคมธนาคารไทยและธนาคารแห่งประเทศไทย เบื้องต้น บัตรเครดิตที่ได้รับผลกระทบจำนวน 5,700 ใบ และบัตรเดบิต จำนวน 4,800 ใบ มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 100 ล้านบาท

2. เฉพาะผู้เสียหายจากกรณีนี้ ทางธนาคารที่เกี่ยวข้องจะรับเป็นตัวแทนผู้เสียหายมาดำเนินการร้องทุกข์กับ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บช.สอท) เพื่อดำเนินคดีดังกล่าวอย่างถึงที่สุด โดยที่ผู้เสียหาย ไม่ต้องมาแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเองแต่อย่างใด ซึ่งทางเลขาธิการสมาคมธนาคารไทยได้กล่าวว่า ขอให้ผู้เสียหายแจ้งไปยังธนาคารเจ้าของบัญชีที่ได้รับความเสียหาย จากนั้นทางธนาคารจะดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอนว่าบัญชีนั้น ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดจริงในกรณีนี้ และจะติดต่อกลับเพื่อคืนเงินในส่วนที่ได้รับความเสียหายภายใน 5 วันหลังจากตรวจสอบเสร็จ สำหรับผู้ที่แจ้งความร้องทุกข์ไปแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะประสานไปยังธนาคารที่เกี่ยวของเพื่อดำเนินคดีและให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาต่อไป

 

3. ได้มีการจัดตั้งตัวแทนผู้ประสานงาน(Contact person) ของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินคดี รวมถึงการเยียวยา เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

 

4. ขอฝากเตือนไปยังผู้ที่รับจ้างเปิดบัญชี ซื้อขายบัญชี หรือบัญชีม้า ว่าหากมีการนำบัญชีไปใช้กระทำความผิด ท่านจะมีความผิดในฐานะการเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดหรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิด มีโทษ 2 ใน 3 ส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นๆ และยังเป็นความผิดฐานฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 10,000-200,000 บาท ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

5. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เน้นย้ำให้พนักงานสอบสวนทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศ รับแจ้งความคดีที่เกิดขึ้นบนอินเตอร์เน็ตทุกรูปแบบ(ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีนี้) และดำเนินการเบื้องต้นไม่ว่าจะเป็น การลงบันทึกประจำวัน สอบปากคำ ออกเอกสารเพื่อขอพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไป

 

รองโฆษก ตร. กล่าวอีกว่า จากกรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ สื่อสังคมออนไลน์ ส่งผลกระทบร้ายแรง กระจายในวงกว้างอย่างรวดเร็ว และเป็นภัยที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด จึงขอให้พี่น้องประชาชนระมัดระวังและใช้วิจารณญาณในการทำธุรกรรมออนไลน์ต่างๆ ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ และขอให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้รู้ทันกลโกงของเหล่ามิจฉาชีพ