เนชั่นทีวี

Lifestyle

หมอดื้อ เปิดประเด็นร้อนๆ "พาร์กินสัน ถ้ามีความดันร่วง เสี่ยงสมองเสื่อม"

02 พ.ค. 2566 | teerawat_pra

หมอดื้อ เปิดประเด็นร้อนๆ "พาร์กินสัน ถ้ามีความดันร่วง เสี่ยงสมองเสื่อม"

ในการศึกษาวิจัย มีผู้ป่วยพาร์กินสัน 132 ราย และผู้ป่วยที่เป็น MSA 137 ราย ทั้งนี้ ผู้ป่วยในกลุ่มหลัง จะมีความดันร่วงบ่อยกว่าและเกิดขึ้นรวดเร็ว ตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรค พร้อมทั้งอาการของความดันร่วง พบว่ารุนแรงกว่าผู้ป่วยพาร์กินสัน... ติดตามอ่านรายละเอียดได้ที่นี่

โพสต์ทีไร ก็มักจะชวนให้แฟนข่าว คอข่าว คนรักสุขภาพได้ติดตามเช่น...ทุกครั้ง!!

คอสุขภาพไม่ควรพลาดและโปรดแนะนำให้เพื่อนๆ หรือแชร์บทความดี ๆ แบบนี้ให้คนรอบข้างได้อ่านด้วยจะดีมากๆ #ขอบคุณมากๆ

ถือว่าอีกหนึ่งบทความดีๆ สาระดีๆ ที่มักจะปรากฎบนหน้าเพจของนายแพทย์คนดัง อย่าง "หมอดื้อ" หรือ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา (หมอธีระวัฒน์) หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha โดยมีข้อความที่น่าสนใจ เกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน ระบุว่า

พาร์กินสัน ถ้ามีความดันร่วง เสี่ยงสมองเสื่อม

เป็นที่ทราบและจับตากันมานานพอสมควรว่า คนที่มีโรคพาร์กินสัน ที่เคลื่อนไหวเชื่องช้า ตัวแข็ง หน้าตาย โดยจะมีมือสั่นร่วมด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปมักต่อตามติด ด้วยภาวะความจำเสื่อม สมองเสื่อม ทับโถมซ้ำซ้อนเข้าไปอีก
ดังนั้น เป็นที่มาที่ การใช้ยาบรรเทาอาการโรคพาร์กินสันนั้น ตัวที่ใช้กันมาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบันซึ่งไม่ได้รักษาโรค แต่เป็นเพียงบรรเทาให้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น เป็นการกระตุ้นสมองส่วนที่เหลือที่ควบคุมการเคลื่อนไหว

หมอดื้อ เปิดประเด็นร้อนๆ "พาร์กินสัน ถ้ามีความดันร่วง เสี่ยงสมองเสื่อม"
กลุ่มเหล่านี้คือ ยาที่เพิ่ม โดปามีน ในสมอง

 

ทั้งนี้ ในขนาดที่ให้ในแต่ละครั้งนั้น ไม่ควรเกินครึ่งเม็ดด้วยซ้ำ ในขนาดเม็ด 250 มิลลิกรัม เช่น ในยี่ห้อ มาร๋โดปา ซินิเม็ท และมียี่ห้อชื่อต่างๆ กันที่ผลิตในประเทศไทย

เหตุผลก็คือ ยาดังกล่าวออกฤทธิ์ได้เร็ว แต่ไม่นานนัก และประการสำคัญก็คือทำให้ความดันตก ทั้งนี้ จะเห็นได้ชัดเจนก็คือ เวลาที่นอนแล้วลุกขึ้นนั่ง หรือนั่งแล้วลุกขึ้นยืน จะปรากฏว่าความดันตัวบน ลดต่ำ ลง ตั้งแต่ 15 มิลลิเมตรหรือมากกว่า โดยถ้าปรับตัวไม่ทัน จะมีอาการหน้ามืด เวียนหัว แล้วถ้ารุนแรงไปกว่านั้นจะเซล้ม

ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงมีการศึกษาหาความสัมพันธ์เชื่อมโยง เป็นเหตุและเป็นผลกันหรือไม่ ระหว่างความดันร่วง กับความเสี่ยงของการเกิดสมองเสื่อมในคนที่มีโรคพาร์กินสัน และยังได้ทำการวิเคราะห์ต่อไปอีก ในโรคที่มีโปรตีนพิษบิดเกรียว แบบเดียวกัน คือ ซินนูคลิอิน (Synucleinopathies) คือ โรค ที่มี ความเสื่อมของหลายระบบ และมีอาการหลากหลาย ทั้งการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ รวมกระทั่งถึง การควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติและความดันที่เรียกว่าโรค MSA หรือ multiple system atrophy

หมอดื้อ เปิดประเด็นร้อนๆ "พาร์กินสัน ถ้ามีความดันร่วง เสี่ยงสมองเสื่อม"
ผลของการศึกษา จากคณะทำงานที่สถาบัน ควีน สแควร์ (Queen Square Institute of Neurology) โดยใช้ตัวอย่างผู้ป่วย ทั้งสองโรค และมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเมื่อเสียชีวิตแล้ว มีการเก็บสมองและชันสูตรหาความเปลี่ยนแปลงและผิดปกติในเนื้อสมอง โดยเก็บอยู่ในคลังเก็บ สมองของสถาบัน Queens Square brain bank for neurological disorders
ข้อมูลทางการเจ็บป่วยมีการบันทึกไว้อย่างรัดกุม ตั้งแต่เริ่มมีอาการเมื่อใด และมีความดันร่วงตอนไหนในระหว่างการติดตามซึ่งยังคงต่อเนื่อง และความรุนแรงของอาการที่เกิดจากความดันร่วงมีมากมายเพียงใด โดยได้มีการวิเคราะห์เชื่อมโยงสัมพันธ์กับอาการทางคลินิกและผลชันสูตรสมองอื่น ๆ

ข้อมูลนี้ได้ตีพิมพ์ในวารสารประสาทวิทยา (Neurology) ซึ่งเป็นวารสารทางการของสมาคมสมอง ในวันที่ 7 มีนาคม 2023

ในการศึกษานี้ มีผู้ป่วยพาร์กินสัน 132 ราย และ ผู้ป่วยที่เป็น MSA 137 ราย ทั้งนี้ ผู้ป่วยในกลุ่มหลังจะมีความดันร่วงบ่อยกว่าและเกิดขึ้นรวดเร็ว ตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรค พร้อมทั้ง อาการของความดันร่วง นั้นจะรุนแรงกว่าผู้ป่วยพาร์กินสัน 

การเกิดสมองเสื่อมเมื่อติดตามไปตลอด (cumulative dementia prevalence) แล้วจะพบในผู้ป่วยพากินสันได้มากกว่า แต่เมื่อมีการปรับตัวแปรทั้งหลาย (Multivariable adjusted regression models) พบว่า การที่มีความดันร่วงตั้งแต่เริ่ม เร็ว แค่ไหน (โดยไม่ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการที่เกิดจากความดันร่วง) จะเพิ่มความเสี่ยงของสมองเสื่อมในผู้ป่วยพาร์กินสันส์ 14% ต่อปี (hazard ratio [HR] = 0.86; 95% CI, 0.80–0.93) และสำหรับผู้ป่วยโรค MSA จะมีความเสี่ยงสมองเสื่อม 41% ต่อปี (HR = 0.59; 95% CI, 0.42–0.83)

และเมื่อดูความเปลี่ยนแปลงในเนื้อสมอง โดยวิเคราะห์โปรตีนพิษบิดเกรียว ทั้ง α-synuclein, β-amyloid, tau รวมทั้ง ความผิดปกติอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นถึง ตัวโรค Alzheimer หรือ พยาธิสภาพที่เกี่ยวพันกับความผิดปกติของเส้นเลือดในสมอง กลับไม่พบความสัมพันธ์เชื่อมโยงดังกล่าว กับภาวะสมองเสื่อม

คณะผู้วิจัยได้ทำการสรุปว่า การเกิดความดันร่วงตั้งแต่ระยะแรกเริ่มที่เป็นโรค ยิ่งเร็วแค่ไหน จะเพิ่มความเสี่ยงของสมองเสื่อม  ในผู้ป่วยที่เป็นทั้งสองโรคนี้ และการเกิดความดันร่วง ไม่สัมพันธ์กับพยาธิสภาพในเนื้อสมอง

ดังนั้นอาจจะเป็นไปได้ว่า การที่มีความดันร่วงในระยะเวลา ตั้งแต่ต้น ทอดยาวต่อเนื่อง น่าจะทำให้สติปัญญาเสื่อมถอย ทั้งนี้ด้วยกลไกของการที่สมองขาดเลือดที่นำอากาศ ออกซิเจนและ แม้กระทั่ง สารอาหาร อื่นๆ ที่มาเลี้ยงสมอง โดยเมื่อมีอายุมากขึ้นนั้น เส้นเลือดในสมองจะปรับสภาพได้ไม่สมบูรณ์ เท่ากับ เมื่อมีอายุหนุ่ม สาว สุขภาพดี

ทั้งนี้ กลไกอัตโนมัติที่ปรับขนาดให้ยืดหดได้ เพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงสมองแต่ละตำแหน่ง ให้พอเหมาะ พอเจาะ ตามความต้องการในขณะนั้น จะแปรปรวนไป

อุทาหรณ์ในเรื่องนี้ 
ทำให้ต้องคำนึงถึง ในกรณีที่คนป่วย เกิดมีโรคความดันสูงรวมอยู่ด้วย และกฎเกณฑ์ในระยะหลังอยู่ในเชิง ให้ลดความดันลง ในทุกอายุจนกระทั่งถึงสูงวัย ให้อยู่ในเกณฑ์ 120 ตัวบนและตัวล่าง อยู่ที่ 80 เป็นต้น โดยที่ลักษณะเกณฑ์ดังกล่าว จะมีการให้ข้อมูลว่า สามารถช่วยชะลอเรื่องความเสี่ยงของสมองเสื่อมได้

แต่ในทางปฏิบัติจริง หลายๆ คนคงประสบพบมาตลอดว่า ยิ่งตัวเลข เข้าเกณฑ์ตามตำรา เมื่อใด จะอ่อนเพลียทำอะไรก็ดูจะเหนื่อยง่ายแม้ว่าจะไม่ถึงขนาดลุกขึ้นแล้วหน้ามืดก็ตาม และเมื่อวัดความดันดูแล้ว จะพบว่ามีความดันร่วงในระดับต่างๆกัน จนกระทั่งถึงรุนแรง

ดังนั้นการดูแลปฏิบัติต่อผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่นความดัน คงต้องแนะนำอย่างเหมาะสม รวมทั้ง การให้ยาทั้งชนิดและขนาด ด้วยความสมเหตุสมผล เหมาะแก่ คน คนนั้น

ไม่เช่นนั้น อาจไม่ต้องใช้หมอมากก็ได้ คนป่วยมา เป็นร้อยเป็นพัน เข้าเกณฑ์ข้อมูล อันไหน โดยให้ลงดาต้า และจ่ายยาไปเลย เป็นอันจบกัน ?

จับตาโพสต์ที่น่าสนใจล่าสุด ของหมอดื้อ

 

ทำความรู้จักโรคพาร์กินสัน หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อ โรค “สั่นสันนิบาต”

หมอดื้อ เปิดประเด็นร้อนๆ "พาร์กินสัน ถ้ามีความดันร่วง เสี่ยงสมองเสื่อม"
           
โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) คือโรคที่เกิดจากความเสื่อมของบริเวณสมองส่วนกลางและระบบประสาท เป็นโรคที่พบได้บ่อยรองจากโรคอัลไซเมอร์ มักพบในผู้ป่วยที่มีอายุเกิน 65 ปี  ซึ่งสาเหตุของโรคพาร์กินสันนั้นไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด โรคพาร์กินสันเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้แต่รักษาให้อาการบรรเทาลงหรือไม่ลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ผู้ป่วยควรพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ ที่เริ่มมีอาการ

ในปัจจุบันนี้มีผู้ป่วยบางรายมีอาการคล้ายคลึงกับผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน แต่แตกต่างกันตรงสามารถรักษาให้ขาดหายได้เรียกผู้ป่วยกลุ่มนี้ว่า กลุ่มโรคพาร์กินสันเทียม มักพบในผู้ป่วยที่ใช้ยาบางชนิด (โดยเฉพาะยารักษาโรคจิต)
หมอดื้อ เปิดประเด็นร้อนๆ "พาร์กินสัน ถ้ามีความดันร่วง เสี่ยงสมองเสื่อม"

 

โรคพาร์กินสันมีอาการที่เด่นชัด คือ
1) สั่น
2) เกร็ง
3) เคลื่อนไหวช้า

โรคพาร์กินสันยังมีอาการอื่นๆ ที่สังเกตได้ เช่น

  • ทรงตัวไม่ดี
  • ความสามารถในการได้กลิ่นลดลง
  • นอนไม่หลับ พลิกตัวไม่ได้
  • มีอาการทางจิต
  • เขียนหนังสือตัวเล็กลง
  • หลังค่อม ตัวงุ้มลง
  • มีอาการขยับแขนขารุนแรงขณะหลับ


โรคพาร์กินสันมีทั้งหมด 5 ระยะ

  • ระยะที่ 1 มีอาการเริ่มต้นคือ มีอาการสั่นเมื่อมีการหยุดพัก หรือไม่มีการเคลื่อนไหวอวัยวะ เช่นนิ้วมือ แขนเป็นต้น นอกจากนี้จะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเเขน ขา และลำตัวร่วมด้วย
  • ระยะที่ 2 อาการจะเริ่มลุกลามไปยังอวัยวะอีกข้างหนึ่ง ผู้ป่วยจะเริ่มหลังงอ เคลื่อนไหวช้า หรือเดินตัวโก่งไปข้างหน้า 
  • ระยะที่ 3 มีอาการทรงตัวผิดปกติ มีโอกาสหกล้มได้ง่าย เวลาลุกยืนจะลำบาก 
  • ระยะที่ 4 ผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง อาการสั่นลดลง แต่มีอาการเเข็งเกร็งและเคลื่อนไหวช้ากว่าเดิม ในระยะนี้ควรมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดเพราะผู้ป่วยอาจจะหกล้มได้ง่าย และไม่สามารถยืนได้
  • ระยะที่ 5 กล้ามเนื้อเเข็งเกร็งมากขึ้นจนผู้ป่วยเคลื่อนไหวไม่ได้เลย กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง มือเท้าหงิกงอ เสียงแผ่วเบา ไม่มีการแสดงความรู้สึกทางสีหน้า ผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานอาหารได้ ทำให้ร่างกายซูบผอมลง ทรวงอกเคลื่อนไหวได้น้องลง เสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินหายใจ

 

หมอดื้อ เปิดประเด็นร้อนๆ "พาร์กินสัน ถ้ามีความดันร่วง เสี่ยงสมองเสื่อม" แนวทางการรักษาโรคพาร์กินสัน
 

  • การรับประทานยา เพื่อเพิ่มปริมาณสารเคมีโดปามีนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายโดยแพทย์จะพิจารณาการให้ยาตามอาการผู้ป่วย
  • การทำกายภาพบำบัด เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวได้และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เป็นปกติ
  • การผ่าตัด มักใช้กับผู้ป่วยที่ยังมีอาการไม่หนักมาก หรือผู้ที่มีอาการแทรกซ้อนจากการรับประทานยา โดยวิธีการผ่าตัดจะใช้วิธีฝังขั้วไฟฟ้าเพื่อให้ไปกระตุ้นสมองเรียกว่า การผ่าตัดกระตุ้นสมองส่วนลึก (Deep brain stimulation)

การบริโภคอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน

ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันควรไปพบเเพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เพื่อรับคำแนะนำการบริโภคอาหารที่ถูกต้อง โดยการบริโภคอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคพาร์กินสันในเบื้องต้นได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูงอย่างผัก ผลไม้ โดยแบ่งรับประทานเป็นมื้อเล็ก ๆ แต่ทานบ่อย ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดจากความดันโลหิตต่ำ อย่างอาการเวียนหัวเป็นต้น

สังคมไทยเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว โรคพาร์กินสันเป็นอีกโรคหนึ่งที่เราควรต้องสังเกตอาการ การพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยประคับประคองให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยาวนานที่สุด

หมอดื้อ เปิดประเด็นร้อนๆ "พาร์กินสัน ถ้ามีความดันร่วง เสี่ยงสมองเสื่อม"

ขอขอบคุณที่มา: รพ.ศิครินทร์ และเพจคุณหมอธีระวัฒน์ มา ณ โอกาสนี้ เพื่อนำเสนอเป็นวิทยาทานและความรู้เพื่อสาธารณะชนทั่วไป

ที่มาบทความ : โรคพาร์กินสัน – ทำความรู้จักกับโรคนี้และอาการที่ควรสังเกต

 

ข่าวล่าสุด